ยินดีต้อนรับ! ลงทะเบียนฟอรั่มได้ที่นี่!   ...ถ้าคุณเป็นสมาชิกแล้วสามารถ เข้าสู่ระบบได้ที่นี่! 

Jump to content
2

Leaderboard


Popular Content

Showing content with the highest reputation since 10/06/2018 in all areas

  1. 6 points
    คืออย่างนี้ครับ ... มันผิดทั้งหมด สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงเสมอขณะแปลจากอังกฤษเป็นไทย หรือไทยเป็นอังกฤษคือ ... แปลความหมาย อย่าแปลทีละคำ ไม่อย่างนั้นจะวุ่นวายไปหมด ดังนั้น เราแปลทีละประโยคดีกว่า 1. ระวังรองเท้าหาย Look out for shoe thieves. Be careful of shoe thieves. look out for หรือ Be careful of = ให้ระวัง thief = หัวขโมย ถ้าพูดทั่วไปต้องใช้ในรูปพหูพจน์ เป็น thieves 2. รองเท้าที่มีราคากรุณาอย่าถอดไว้ Do not leave expensive shoes here. 3. หายแล้วไม่สามารถติดตามได้ ที่จริงความหมายแฝงคือ ถ้าหายสถานที่จะไม่รับผิดชอบใช่ไหม ... ใช้อย่างนี้ดีกว่า Managment takes no responsibility for lost shoes. จบเรื่อง! Andrew xxx
  2. 4 points
    คนไทยชอบไปซื้อของเพื่อผ่อนคลาย แต่ถ้าถามผมแล้ว ผมว่าการไปถอนฟันที่ทันตแพทย์สร้างความสุขมากกว่าซื้อเสื้อผ้าต่างหาก นั่นเป็นเพราะว่าถึงแม้ว่าอัตราความอ้วนในคนไทยได้เพิ่มขึ้นทวิคุณ แต่ร้านขายเสื้อผ้าในประเทศนี้ยังไม่เชื่อ และยังมีขนาดถึง XL ซึ่งไม่ใช่ XL แบบฝรั่งแต่เป็น XL แบบคนไทย … และ XL ของไทยเท่ากับ M ของฝรั่ง … ทำให้การหาเสื้อเชิ๊ตที่ผมใส่ได้ยากเท่ากับการหาของแท้แถวตลาดประตูน้ำ ได้ยินเสียงถอนหายใจของผมหรือยัง ผมยอมแพ้การต่อสู้กับคนขายเสื้อผ้าในเมื่องไทยตั้งนานครับตั้งแต่วันนั้นที่ผมเดินห้างโรบินสันสีลม (ท่ามกลางแหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีแต่ฝรั่งขนาดยักษ์) และเห็นเสื้อเชิดที่ผมชอบและถามพนักงานขายว่า Do you have this in a big size? (เสื้อตัวนี้มีขนาดใหญ่ไหมครับ) ซึ่งพนักงานแสนสวยแสดงรอยยิ้มสยามแบบกว้างขวางสวยงามและตอบว่า No, sir. You are too fat. (ไม่มีค่ะ ท่านอ้วนเกินไปค่ะ) เป็นช่วงเวลาที่ผมค้นพบว่า คนไทยมีคำภาษาอังกฤษคำหนึ่งที่ฝรั่งเองไม่ค่อยได้ใช้ แต่พนักงานขายเสื้อผ้ารู้จักกันหมดไปทั่วราชอณาจักรไทย คำนั้นคือ free size หรือที่คนไทยออกเสียงว่า ฟรีไซต์ … แหมเรียกว่า ฟรี ได้อย่างไรครับ คำว่า ฟรี เมื่อพูดถึงขนาดมีควาหมายว่า ใส่แล้วหลวมดี ไม่อึดอัด ไม่ฟิต ไม่ดูเหมือนลูกโป่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับความรู้สึกที่ผมมีอยู่ทุกครั้งที่ผมต้องลองใส่เสื่อประเภท ฟรีไซต์ ที่เคยพบในราชอณาจักรดังกล่าวครับ ระบายความรู้สึกอย่างนี้ก็โล่งใจดีครับ ทีนี้ เราคุยเรื่องการขายกันบ้าง ไม่ว่าคุณจะเป็นคนขาย หรือคนซื้อในร้านต่างประเทศ เราจะต้องมาดูวิธีถามหาเป็นภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะลูกค้าในร้าน ข่าวดี มีไม่กี่วิธีครับ 2 วิธีที่สำคัญที่สุด ที่เราใช้มากที่สุด คือ Do you have …? กับ Have you got …? ทั้ง 2 วิธีแปลว่า มี (สิ่งใดสิ่งหนึ่ง) ไหมคับ (หรือ คะ)? เช่น Do you have Monsit Khamsoi’s new album? (มีอัลปั้มล่าสุดของ มนสิทธิ์คำสร้อยไหมครับ) Do you have this dress in red? (มีกระโปรงตัวนี้ในสีแดงไหมครับ … เอ้อ … คะ?) Do you have tomatoes? (มีมะเขือเทศไหมฮะ?) ในแต่ละประโยคคำถามคุณสามารถใช้ Have you got …? ได้ครับ อย่างนี้ Have you got Monsit Khamsoi’s new album? Have you got this dress in red? Have you got tomatoes? ความหมายไม่เปลี่ยนแปลงครับ พอท่อง 2 วลีให้ขึ้นใจแล้วก็อ่านต่อได้เลยครับ เพราะมี 3 หัวข้อย่อยที่ผมอยากฝากเกี่ยวกับ Do you have …? กับ Have you got …? นั่นคือ 1. ตามหลักไวยากรณ์คุณสามารถใช้ Have you …? ได้เหมือนกัน เช่น Have you Monsit Khamsoi’s new album? Have you this dress in red? Have you tomatoes? แต่สาเหตุที่ผมไม่ได้นำเสนอหรือ แนะนำให้ใช้เป็นเพราะฝรั่งไม่ค่อยได้ใช้ ฟังแล้วภาษาโบราณหน่อยและผมไม่อยากให้คุณเป็นคนไม่ทันสมัย 2. เวลาลูกค้าถามแบบ Do you have …? หรือ Have you got …? นั้น คำที่มักตามมาคือ any ครับ ในความหมายว่า บ้าง ซึ่งไม่ต้องกลัวหรืองงกับคำนี้ครับ ไม่ค่อยมีความหมายมากนัก เช่น Do you have any tomatoes? ประโยคนี้มีความหมายเท่ากับ Do you have tomatoes? เพียงแต่ว่าประโยคแรกธรรมชาติมากกว่า ผมขอยกตัวอย่างครับ สำหรับท่านผู้อ่านที่คลั่งไวยากรณ์อังกฤษ (จะคลั่งทำไม … น่าเบื่อจะตาย) และอยากทราบว่า ใช้ some แทน any ได้ไหม คำตอบคือ ไม่ควร ในรูปประโยคแบบนี้ ใช้ any จะดีกว่า เพราะว่า เราชอบใช้ any เมื่อตามคำว่า have ในประโยคคำถาม (Do you have any rice? Do you have any milk? Do you have any chopsticks?) นอกจากนี้เรายังมีกฏการใช้ที่บอกว่า ในประโยคคำถามเราจะใช้ some เมื่อเราคิดคำตอบคือ yes แต่ใช้ any เมื่อเราไม่รู้ว่าคำตอบคือ yes หรือ no สรุปว่าให้ความสนใจกับ any เป็นพิเศษ และทิ้ง some เหมือนเป็นแฟนเก่าของเรา ผู้ไม่คลั่งใคล้ไวยากรณ์อังกฤษไม่จำเป็นต้องอ่านย่อหน้าข้างบนครับ เป็นห่วงจะปวดหัวครับ 3. หัวข้อย่อยสุดท้าย … เมื่อฝรั่งถามถึงสินค้าเขามักจะถามโดยเติม s ตอนท้ายสินค้า หรือถามในรูปพหูพจน์ครับ เช่น Do you have any tomatoes? เราไม่ถามว่า Do you have tomato? และไม่ถามว่า Do you have any tomato? เรานึกถึงมะเขือเทศโดยรวมครับ เราจึงเติม s ตอนท้าย (หรือ es ครับ แล้ว c ต่อคำ) ข้อยกเว้นคือคำนามนับไม่ได้ซึ่งเราเติม s ไม่ได้ อย่างเช่นคำว่า stationery หมายถึง เครื่องเขียน เราจึงต้องถามว่า Do you have any stationery? (คุณมีเครื่องเขียนบ้างไหมคะ) หรือ Do you have any rice? (มีข้าวสารไหมคะ) Have you got any water? (คุณมีน้ำดื่มไหมจ๊ะ) Do you have any money? (คุณมีเงินบ้างไหมคะพี่?) rice … water … money … 3 คำนี้เป็นคำนามนับไม่ได้จึงไม่จำเป็นต้องเติม s ผมมีข้อมูลอีกมากมายเกี่ยวกับการถามว่า Do you have …? กับ Have you got …? แต่หมดกระดาษ เอาเป็นว่าคราวหน้าจะคุยกันต่อ ในช่วงเวลานี้ฝึกสองประโยคคำถามนี้ก่อนและเพิ่มข้อมูลคราวหน้า โอมั้ย
  3. 4 points
    We are so sorry, Sir/Madam that we haven't found yours/it/ them. There is a/the possibility that someone may/might have accidentally taken it/them. Note: การใช้ a poability หมายถึง อาจจะmay or may not ทั่วๆไป The possibility จะเฉพาะขึ้นว่า น่าจะมีแนวโน้มว่าคนน่าจะหยิบไป ใช้ได้ทััง 2 ครับ เพียงแต่ the คุณจะแอบเน้นว่า ว่าน่าจะ เพราะของที่ลืม มักหายไปเลย Accidently อยากให้มองเป็นกลางๆ ว่า อาจมีเผลอหยิบไป อาจจะมาคืนทีหลัง Kru Ton
  4. 4 points
    การพูดประโยคเต็ม เช่น I have no problems or worries. มันยาวไป ฝรั่งตึงชอบใช้สำนวน ส่วน No worry. มันไม่ผิด แต่มันแปลกครับ เขาไม่ใช้กัน ตรงนี้เเหละ ที่K.Andrew เคยพูดว่า ในโรงเรียนไทยสอนแต่หลักภาษา เด็ก คนเรียน อาจเขียนได้ถูก แต่ประโยคที่ใช้ ฝรั่งเขาไม่ใช้กันครับ ยังไม่รวม pronunciation ด้วยครับ Need to teach everyday English!
  5. 4 points
    No worries. = No problem. No worries เป็นสำนวนครับ an expression ที่ใช้กันในหมู่อังกฤษแบบอังกฤษ ก็ในUK, Australia and New Zealand ผมจบAust. ในAust จะพูด No worries, mate/ay./eh bro/sis. เท่ากับ Don't worry. Sure thing. That's all right. ส่วน No problem. มีเติมS ได้ถ้าต้องการรวมปัญหายิบย่อย แต่มักจะใช้ในประโยคมากกว่าใช้เป็นสำนวนครับ ถ้าเป็นสำนวนใช้ No problem. There are no problems or worries. Kru Ton
  6. 4 points
    ... หรือ chase them out ก็ได้ The taxi driver chased his passengers out of his car. Then the taxi driver died, and he came back in his next like as a frog. ประโยคที่สองผมคิดขึ้นมาเองเพื่อความสะใจ 5555555 Andrew xxx
  7. 4 points
    คุณต้องจำเป็นคู่ๆไปครับ 1. One 1คู่กับ other อีก 1 (adj)+N. เอก เช่น On the ONE hand คู่กับ On the OTHER hand The Other อีก 1ที่ชี้เฉพาะ มือมี 2 ข้าง 2. Another อีก +N. เอก แปลว่า อีก 1 เช่น another one แต่ถั้ามีตัวเลขหรือคำบอกปริมาณ เช่น few จะมากกว่า1 เช่น another few days อีก2-3 วัน หรือ another 4 people อีก 4 คน 3. The others (สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ) คนอื่นๆ/สอ่งอื่นๆชี้เฉพาะ เช่น The others(The rest พวกที่เหลือ) went home. คนที่เหลือคนอื่นๆ กลับบ้านหมด เช่น ในห้องมี 10 คน หลับ 4 คน the others (10-4 = 6 คนที่่่่่่เหลือ) กลับบ้านหมด 5. Others (pronoun)แบบไม่มีthe แปลว่าคนอื่นๆๆ ทั่วๆไป เช้น Care for others = สนใจคนอื่นๆ สิ่งอื่นๆบ้าง ----------- ไม่ชี้เฉพาะ 6. Other แบบไม่มีs เป็นAdj ตามด้วยนามพหู Other people in the society คนอื่นๆ ทั่วๆไปในสังคม ไม่ชี้เฉพาะ ข้อ 6 ต่างกับ ข้อ 5 ตรงParts of Speech ครับ 7. The other ชี้เฉพาะ แบบไม่มีs เป๋นAdj จึงต้องตามด้วยคำนามพหู the other people = the others คนอื่นๆที่ชี้เฉพาะ-------อ่านคำอธิบาย ข้อ 3 ครับ ค่อยๆทวนครับ Kru Ton
  8. 4 points
    ใช้ feel attached to (สิ่งนั้น) หรือ feel an affinity for (สิ่งนั้น) เช่น Even though this bag is old, I feel attached to it. หรือ I have an affinity for it. Andrew
  9. 4 points
    1. to be inclined (towards something), to have a leaning (towards something) เช่น My daughter's manners and behavior lean towards that of a boy more than a girl. 2. to go one's separate ways After the party we all went our separate ways home. 3. แปลยาก แต่ผมว่าน่าจะเป็น petulant She was acting all petulant, refusing to answer my questions. 4. reluctant He was quick to borrow my money, but reluctant to pay it back. 5. ใช้ push หรือ pressure ก็ได้ครับ She's always pushing me to buy insurance. She's always pressuring me to buy insurance แปลแล้วเหนื่อย ?
  10. 3 points
    ...slightly further/farther from... ... a little further/farther from ... a short distance from ... a short walk from ..only/just a few feet away from.. ..only a short distance away from... ส่วนสถานที่ก็แล้วแต่จะใส่อะไรก่อนครับ Kru Ton
  11. 3 points
    I think you are so pretentious. I don't appreciate your pretentious attitude. You are faking it. Why do you always overact/ overdo it? You are so unnatural/insincere. Why do you do this? Fake! Kru Ton
  12. 3 points
    ถ้าอยากจะพูดว่า”ฉันเป็นคนที่ใช้ชีวิตไม่คุ้มเลย ไม่ค่อยชอบออกไปข้างนอก ชอบเก็บตัวแต่อยู่ในห้อง” ภาษาอังกฤษจะพูดว่ายังไงคะ ขอบคุณมากค่ะ 😊😊😊
  13. 3 points
    คุณและสมาชิกที่อยากเก่ง ต้องเข้าทุกวันหรือสม่ำเสมอครับ รับรองภาษาไปเร็ว แน่นอน ฟรีด้วย คุณภาพเต็ม 100% ผมตอบทุกวัน คุณดูจำนวนpost ผมซิ ผมไม่ได้อวยตัวเอง แต่ leading by example แต่ทำเป็นตัวอย่าง ผมเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ นักเรียนถามทุกวัน ว่าทำอน้างไรจะเก่งภาษาผมก็ตอบทุกวันว่า ต้องแบ่งเวลาม่ศึกษาอย่างสนุก&ตั้งใจาก 1 ปี เก่ง ไม่ต้องเชื่อผม แต่ผมท้าให้พิสูจน์กับผมครับ ยินดีช่วยทุกคน
  14. 3 points
    ทักษะการอ่านเป็นทักษะที่หนักๆพอกับทักษะการเขียนครับ ผมใช้คำว่าหนัก ไม่ได้หมายถึงทักษะการฟังและพูดนั้นง่าย แต่ฟังและพูดสบายสุด คนเราส่วนใหญ่ชอบพูด ชอบฟัง โดยเฉพาะคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบอ่าน คุณต้องเริ่ม ฟัง พูด อ่าน เขีบนอย่างน้อยที่สุด 1 ปี ทุกวันหรือสม่ำเสมอครับ คุณเพียงพอไหมล่ะ? ผมฝึกมา 30 ปี มาฝึกกับผมครับในนี้ ก้าวแรก อ่านที่ผมเเนะนำ และ take action คุณเก่งแน่นอน. 1 ปีครับ
  15. 3 points
    10 คำถามที่ถามได้ และอีก 7 คำถามที่ไม่ควรถามอย่างยิ่ง
  16. 3 points
    พักหลังมีหลายคนส่งคำถามนี้ แสดงว่าเป็นคำถามยอดฮิตแห่งยุคนี้ หรือไม่ เจ้าของภาษาเริ่มนำ though มาใช้มากขึ้น คนไทยสังเกต และเกิดความรู้สึกงงๆ หน่อยว่า มันแปลว่าอะไรกันแน่ though … although … even though … สามคำนี้มีความหมายคล้ายกันคือ แม้ หรือถึงแม้ว่า ซึ่ง though เป็น conjunction หรือคำเชื่อมระหว่างข้อมูลสองอย่างหรือประโยคสองประโยคที่อาจจะมีความหมายที่ตัดกัน อย่างเช่น Though Somchai is fat, he can run very fast. (ถึงแม้สมชายตัวอ้วน แต่เขาวิ่งเร็วได้) Though I’ve just had lunch, I’m still hungry. (แม้ผมเพิ่งจะทานข้าวเสร็จ แต่ผมยังหิวอยู่) Though she studied hard, she didn’t pass the subject. (ถึงแม้ว่าเธอเรียนหนังสือหนัก แต่เธอไม่ได้สอบผ่านวิชา) นี่คือโครงสร้างประโยคที่อาจจะเรียนเรียบร้อยแล้ว Though นี้วางหน้าประโยคได้ หรือตรงกลาง (ระหว่างข้อมูลสองประเภท) เช่น Somchai is fat though he can run fast. I’ve just had lunch though I’m still hungry. She studied hard though she didn’t pass the subject. แต่ที่คนไทยหลายคนอาจจะงงคือ เจ้าของภาษาชอบเอา though ไปวางท้ายประโยค อย่างเช่น Somchai is fat. He can run fast though. การใช้ though ตอนท้ายอย่างนี้เป็นการเรียนให้ทราบว่า ข้อมูลตอนท้าย (ประโยคที่สอง) อาจจะมีข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับข้อมูลในประโยคแรก ในตัวอย่างนี้เรารับทราบว่า สมชายเป็นคนตัวอ้วน ซึ่งคนอ้วนส่วนใหญ่วิ่งเร็วไม่ได้ แต่สมชายก็วิ่งเร็วได้ สังเกตไหมครับว่าเมื่อกี๊ผมใช้คำว่า “แต่” (“แต่สมชายก็วิ่งได้”) นี่น่าจะเป็นความหมายของคำว่า though เมื่อวางตอนท้ายประโยคคือ แต่ หรือ but ดูสองประโยคเมื่อกี๊ครับ คือ Somchai is fat. He can run fast though. เราสามารถพูดอีกวิธีหนึ่งว่า Somchai is fat but he can run fast. นี่คือการใช้ but แทน though ตอนท้ายประโยค ดังนั้นถ้าเห็น though ตอนท้ายประโยค ให้นึกถึงคำว่า แต่ หรือ but และเอามาใส่ระหว่างสองข้อมูลหลักในประโยค จะได้เข้าใจง่ายข้น (ที่น่าสนใจคือ เจ้าของภาษาบางคนใช้ but แทน though ตอนท้ายประโยค เช่น Somchai is fat. He can run fast but. แต่นี่ถือว่าเป็นภาษาวิบัติ ไม่ควรใช้เพราะฟังแล้วเถื่อนๆ) ขอยกตัวอย่างการใช้ though ตอนท้ายประโยคซัก 3 ตัวอย่างครับ 1. I’m tired. I’ll keep studying though. (ผมเหนื่อยแต่จะเรียนต่อ ตรงกับ I’m tired but I’ll keep studying.) 2. She’s American. She was born in Thailand though. (เธอเป็นชาวอเมริกัน แต่เกิดในเมืองไทย ตรงกับ She’s American but she was born in Thailand.) 3. It’s raining. I’ll still go out though. (ฝนตก แต่ฉันจะยังออกไปข้างนอก ตรงกับ It’s raining but I’ll still go out.) การใช้ though แบบนี้ไม่ได้เป็นภาษาเขียนครับ มักจะเป็นภาษาพูดมากกว่า ถ้าจะเขียนอะไรคงดีที่จะวาง Though ต้อนต้นหรือกลางประโยค จะฟังทางการมากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ though ตอนท้ายประโยคภาษาอังกฤษ กรุณาอย่าลืมนำไปใช้ด้วยนะ
  17. 3 points
    เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Richey Edwards สมาชิกวง Manic Street Preachers ซึ่งหายไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ดูเหมือนเขาฆ่าตัวตายแต่ยังมีคนเชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่ to stage = จัดขึ้น his own death = การตายของเขาเอง Andrew xxx
  18. 3 points
    วัฒนธรรมชาวเยอรมัน จะซีเรียสมากๆๆ ตามร้านอาหารจะติดป้ายว่า Take all you want, eat all you take. Dont waste food. Abundant เป็นAdj สมบูรณ์พูนสุข เหลือกินเหลือใช้ more than enough Kru Ton.
  19. 3 points
    เลขอันดับที่ = ชั้นที่ 21st the twenty first century 22nd ....second floor Kru Ton
  20. 3 points
    Here's a long one. What's wrong with this one?
  21. 3 points
  22. 3 points
  23. 3 points
  24. 3 points
  25. 3 points
    ใช่แล้ว เหมือนว่า อย่าไปคิดว่าจะมีอะไรมาช่วยหรือรองรับเรา ทุกสิ่งเราจะต้องพิสูจน์เอง ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ก็อย่าไปเชื่อ Andrew xxx
  26. 3 points
    Don't/ never take someone/something for granted. อย่าทึกทัก มั่นใจใคร/อะไรก่อน คล้ายๆ อย่าหวังพึ่งจมูกคนอื่นหายใจ หรือหวังน้ำบ่อหน้า สำนวนนี้เตือนใจว่า ให้พยายามสู้ด้วยตัวเองก่อน ทำให้ดีที่สุด Take nothing for granted ถูกต้องที่สุด ไม่คาดหวังอะไรจะเข้าทางเรา เช่น ความช่วยเหลือ โชค ถ้ามา ก็ถือว่าดี แต่พยายามด้วยตัวเองก่อน ดีสุดครับ Kru Ton
  27. 3 points
    ใช่แล้ว arch-rival คือคู่แข่งที่คุณเกลียดมากที่สุด ที่อยากเอาชนะมากที่สุด จนอยากทำร้ายคนนั้น Andrew xxx
  28. 3 points
    My life in a nutshell. In a nutshell.เป็นสำนวนครับ แปลว่า ขอแบบสั้นๆ บ่อยๆ ไม่ต้องยาว Short and sweet E.g. please explain the situation in a nutshell. ขอแบบเนื้อๆ อะไรเกิดขึ้น สถานการณ์เป็นอย่างไร The answer, in a nutshell, is yes. (ที่คุณเข้าใจ แต่ไม่แน่ใจ) คำตอบสั้นๆนะ ใช่อย่างที่คุณคิดนั่นเเหละ I will tell the truth in a nutshell. ผมจะบอกความจริงกับคุณแบบสั้นได้ใจความที่สุด My life in a nutshell (จะเล่า) ชีวืตผมให้ฟังนะแบบสั้นๆ โดยย่อ Kru Ton
  29. 3 points
    TK คือTurkish Airlines ใช่ไหมครับ แต่ปกติ ต่อเครื่องคือ to get/catch a connecting fight to....at.... ปกติคุณไม่ต้องทำอะไรกับ checked luggage in the luggage claim เพราะ it will be at the final destinatoon/stop.ที่คุณได้check ก่อนออกครับ เช่นเดียว.go through srcurity/customs ไหม ปกติไม่ต้อง แต่ขอให้ถาม ถ้าถึงที่นั่น เช่น do I have to go through security?do I have claim/retrieve my luggage? Visa? ปกติถ้าต่อ้ครื่อง คุณนาาจะมีvisaของประทศปลายทางนะครับ Kru ton
  30. 3 points
    Glish ภาษาพูด cool/ awesome Wreck it. ใช้ซะให้สุดๆ อาจไม่มีวันพรุ่่่่่งนี้ พังช่างมัน ฉันไม่แคร์ Kru Ton
  31. 3 points
    You and I used to be friends/to know each other 30 years ago. But now we hardly meet. I hope that in the future we may have an opportunity to meet and have something to drink together. Kru Ton
  32. 3 points
  33. 3 points
  34. 3 points
    ผมใช้ 3 คำนะ Serves you right/well. โดนจัดเต็มดีแล้ว You deserve it because... สมควรเพราะ... In your face. รับไปเต็มๆหน้าซะ You had it coming. สม มันกลับมาทำร้ายคุณแล้ว มีอยู่คำหนึ่ง สมัยผมเรียนHigh school ที่Aust. เพื้อนผมใช้ suffer เหมือนสะใจ ปีะมาณ ทนทุกข์มานซะ ไปทำเขา ไปลงนรกซะที่รัก ฉันจะทำโทษเธอ ไปๆ Kru Ton
  35. 3 points
    ช่วงนี้ได้ดูหนังและซีรี่ย์ต่างประเทศบ่อย และพยายามดูซัพอังกฤษ แต่มีข้อสงสัยเล็กน้อยค่ะว่าทำไมในหนังเค้าชอบพูดว่า I wanted, I needed ทั้งๆที่ก็เป็นช่วงเวลาปัจจุบัน การใช้แบบนี้สื่อถึงอะไรหรอคะ ขอบคุณค่า 🙂
  36. 3 points
    เวลาพูดในเวลาปัจจุบันก็จริงครับ แต่ผู้พูด สื่อกลับถีงในอดีต เป็นการใช้ตามปกติ เหมือนเราหวนบอกคนฟังถึงความจำเป็น/ต้องการในอดีต ก่อนหน้านี้ที่จะมาคุยกัน มาพบกับคูู่สนทนา ซึ่งปกติจะมีcontext มีบริบทคำถามหรือเนื้อหาเล็กน้อยนำก่อน จะใช้ i wanted/needed เพื่อให้เรารู้ว่า ต้องใช้ past เพราะตามความจริง present กับ past จะใช้tense ไหน แล้วแต่สถานการณ์ เช่่นน I needed to do it because I had no choice not because I wanted to. (ตอนนั้น ครั้งนั้น วันนั้น คราวนั้น) ฉันต้องจำเป็นต้องทำนะ ไม่มีทางเลือก ไม่ใช่เพราะตเองการจะทำ ใช้ past form เพราะสื่อกลับถึึึ ตองการ& จำเป็นต้องทำก่อนหน้านี้ ถึงเวลาพูดจะเป็นเวลาปัจจุบันครับ เปรียบเทียบ Vs ใช้ I need...have...I want to. (วันนี้ ณ ตอนนี้เลย เวลานี้) สื่อถึงต้องการ/จำเป็น ความต้องการเวลาปัจจุบันที่คุยกับคู่สนทนาครับ ซึ่งผู้พูดต้องการ/จำเป็นต้องทำ เป็นความต้องการ/จำเป็นในเวลาปัจจุบันตรงกับเวลาที่พูดคุยพอดีครับ สนับสนุนครับ มาถูกทางเเล้วที่ฝึกภาษาผ่าน series ได้ถาษาแบบ everyday English จริงๆครับ Kru Ton
  37. 3 points
    put on มาจากสมัยที่เราใช้แผ่นเสียง ต้องเอาเข็มมาลงแผ่นหรือ put (the needle) on the record เพื่อฟังเพลง จนถึงวันนี้เรายังใช้ put on some music ในความหมายว่า เปิดเพลง Andrew xxx
  38. 3 points
    ขอเสนอ 10 วิธีอวยพรวันคริสต์มาสครับ 1. Merry Christmas เป็นวิธีโด่งดังที่สุด อาจต่อว่า Merry Christmas to you หรือ Merry Christmas to you and your family. ปล. merry ออกเสียงว่า เม-รี ไม่ใช่ เมอ-รี 2. Happy Christmas ไม่แตกต่างจากข้อที่หนึ่งครับ บางคนเลือกใช้ Happy แทน Merry ปล. (อีกแล้ว) แฮ็พ-พี ไม่ใช่ แฮ็บ-ปี้ 3. Wishing you a very merry Christmas. กลายเป็นสำนวน แปลว่า กำลังอวยพรให้คุณมีความสุขช่วยคริสต์มาสนี้ 4. Have yourself a very merry Christmas. คล้ายๆกัน Have yourself ที่นี่เป็นคำสั่งที่บอกให้คุณทำอะไรหรือรับอะไร ที่นี่สิ่งนั้นคือ a very merry Christmas 5. I hope this Christmas finds you full of peace and joy. peace = ความสงบ joy = ความสุข ความปลื้มปิติ 6. Peace and joy to you and your family this Christmas. ความจริงแล้วเหมือนข้อ 5 เพียงสลับตำแหน่งของวลี peace and joy 7. Tis the season to be jolly! Tis ย่อมาจาก It is ความหมายคือ เป็นฤดูที่จะต้องมีความสุข เป็นท่อนแรกของเพลงคริสต์มาสที่เรารู้กันหมด ซึ่งอยู่ที่นี่ 8. Sending you glad tidings this Christmas. glad tidings = goodwill = ความปรารถนาดี 9. Feliz Navidad. เป็นภาษาสเปนสำหรับ Merry Christmas แต่เราชอบใช้เหมือนกัน 10. Season's greetings เป็นการอวยพรโดยไม่ใช้คำว่า Christmas เนื่องจากว่ามีคนนับถือศาสนาอื่นที่เราอยากอวยพรเหมือนกัน Andrew xxx
  39. 3 points
    เหลื่อมล้ำ The disparity between the rich and poor Kru Ton ผมอยู่ช่อง 3 นะครับ
  40. 3 points
    # 2 แล้วถ้าเริ่มตอนใกล้จะจบมหาวิทยาลัยหรือทำงานแล้วล่ะ? ไม่มีอะไรที่สายไปครับ สำหรับอนาคตดีๆ ก็ต้องเริ่มหาอังกฤษเข้าใส่ตัวเยอะๆๆๆ ผ่านการฟัง.พูด อังกฤษที่เข้าหัวเรียกว่า English Input ครับ ถ้าอยากพูดชัด พูดได้ ต้องฟังเเละพูดทุกวัน จำวลี ประโยคสั้นๆ และนำพูดเป็นวลีไปใช้ ไปฝึก self-talk ก็ได้ครับ อัดเสียงยิ่งดีครับ
  41. 3 points
    flag ยังใช้ในรูปกริยา หมาถึง เรียก โดยเฉพาะแท็กซี่ The two boys stuck out their arms to flag a taxi. อีกคำหนึ่งที่ใช้ได้ในความหมายว่า เรียกแท็กซี่คือ hail ครับ The two boys stuck out their arms to hail a taxi. flag, hail, call ... ใช้ได้หมด Andrew xxx
  42. 3 points
    แรงจริงๆครับ ผมว่าไม่น่าเรียกอย่างนั้น alien แปลว่า มนุษย์ต่างดาว alien ยังแปลว่า มนุษย์ต่างด้าว แต่น่าจะใช้คำว่า foreigner แทน alien ฟังแล้วน่ากลัว Andrew xxx
  43. 3 points
    มีหลายสำนวนมากครับ แพ้ทาง=แพ้ใจ 1. A soft spot 2. A weakness for 3. จากเพลงที่แปล https://youtu.be/jowkgbeOdBs https://www.englishbychris.com/portfolio-items/song-37/ https://www.urbandictionary.com/define.php?term=Soft spot https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/soft-spot https://www.quora.com/I-think-I-have-a-weakness-for-beautiful-girls-What-are-the-ways-to-overcome-this-Need-a-practical-answer https://www.quora.com/I-think-I-have-a-weakness-for-beautiful-girls-What-are-the-ways-to-overcome-this-Need-a-practical-answer ลองดูแล้วเลือกใช้ได้หลากหลายเลย เช่น He is my soft spot. I have a weakness for the guy like you/him/Kru Ton (wow) I lost the way to you completely. Kru Ton
  44. 3 points
    ภาษาอักฤษมีคำว่า on time กับ in time on time แปลว่า ตรงเวลา (Please be on time = กรุณามาตรงเวลา You must be on time. = คุณต้องมาตรงเวลา) in time แปลว่า ภายในเวลาที่กำหนด รวมถึง ทันเวลา ดังนั้นคุณอาจถามเขาว่า Am I still in time to help you? แต่ถ้าเป็นภาษาธรรมชาติ น่าจะถามว่า Do I still have time to help you with your work? Can I still help you with your work? Am I still in time? Andrew xxx
  45. 3 points
    คำว่าเฉยๆ ภาษาอังกฤษคืออะไรคะ
  46. 3 points
    Listening is the foundation. ครับ ปัจจุบันแนะให้ฟังclips ทุกๆวัน ปีแรกจะนรกเลย เพราะจะมึนงง แต่จะเริ่มดีขึ้นๆครับ ต้องให้สมองมีMassive English Input นะครับ ผมใช้ภาษามาจะครบ 30 ปีแล้ว ทุกวันนีก็ฟังclip ภาษาเกือบทุกวันเลยคีบ ต้องพากเพียร
  47. 3 points
    ถ้าแปลตรงตัวคือ สิ่งที่ดีที่สุดยังไม่มา ความหมายคือ ถ้าคุณชอบสิ่งนี้ มีข่าวดีมาบอก คือสิ่งที่ดีกว่านี้อีกกำลังจะมา เป็นกลยุทธ์การยั่วยุลูกค้ากลยุทธ์หนึ่งครับ Hope that helps! Andrew
  48. 3 points
    มีห้าขั้นตอนครับ ดังนี้ 1. ภาษาอังกฤษเต็มไปด้วยศัพท์เล็กๆน้อยๆ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกคำ เพราะฉะนั้นให้จับประเด็นหลักก็พอ ฟัง key words หรือคำศัพท์ที่คุณคิดว่าสำคัญ 2. จาก key words เหล่านี้ ลองเดาความหมายดู จากประสบการณ์ตนเอง จะเดาถูกร้อยละ 80 ครับ ถือว่าสูง 3. ต้องกล้าที่จะถามว่า I'm sorry? หรือ I beg your pardon? หรือสั้นๆ Sorry? Pardon? ซึ่งแปลว่า อะไรนะครับ ช่วยพูดอีกทีได้ไหม เพื่อให้คนนั้นพูดซ้ำ ในทำนองเดียวกันต้องกล้าที่จะพูดว่า Excuse me. Could you please slow down? หรือ กรุณาพูดช้าลงได้ไหม พยายามหลีกเลี่ยง Again please เพราะนั่นคือภาษาไทย ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ 4. อาศัยประสบการณ์ครับ ผมหมายถึง เปิดโอกาสให้กับตัวเอง ฟังบ่อยเพราะยิ่งฟังยิ่งเริ่มเข้าใจ 5. จำไว้ด้วยว่า เจ้าของภาษาเองบางครั้งฟังไม่รู้เรื่องด้วยครับ ไม่ใช่คุณคนเดียว And good luck! Andrew xxx
  49. 3 points
    sweet lips! ไม่ใช่ sweet slips! ที่แน่ใจคือ อย่าไปใช้ sweet mouth เพราะภาษาอังกฤษไม่มีสำนวนนี้ ข่าวร้ายสำหรับคนไทยร้อยละ 65 ที่ใช้กันบ่อย ใช้ sweet talk หรือ sweet lips หรือ sweet tongue ก็ยังได้ Andrew
  50. 3 points
    Actually หมายถึง ในความเป็นจริงแล้ว ที่จริงแล้ว Andrew Biggs is the most handsome farang in Bangkok. Actually, he is the most handsome in Thailand. = AB เป็นฝรั่งรูปหล่อที่สุดในกรุงเทพ ที่จริงแล้วเขาหล่อที่สุดในประเทศไทย โปรดใช้วิจารณญาณในการออ่าน Andrew
This leaderboard is set to Bangkok/GMT+07:00
×
×
  • Create New...