ยินดีต้อนรับ! ลงทะเบียนฟอรั่มได้ที่นี่!   ...ถ้าคุณเป็นสมาชิกแล้วสามารถ เข้าสู่ระบบได้ที่นี่! 

Jump to content
2

abc

Contributor
  • Content Count

    37
  • Joined

  • Last visited

  • Days Won

    3
  • Time Online

    6h 26m 10s

Everything posted by abc

  1. ก่อนอื่นผมมีคำถามสำหรับท่านผู้อ่านครับ คือ นอนหลับฝันดี แปลว่าอะไรเป็นภาษาอังกฤษ นี่คือคำถามที่ผมได้รับมาสองครั้งในรอลสัปดาห์ที่ผ่านมา พอได้ยินครั้งที่สองผมนึกในใจว่า ถ้าโดนอีกครั้งหนึ่งสงสัยต้องรีบออกไปซื้อหวยแต่ในที่สุดไม่จำเป็นต้องเสียงหนึ่งร้อยกว่าบาท เพราะมีเพียงสองรอบเท่านั้น แต่ในทั้งสองหนนั้นผมถามผู้ตั้งคำถามกลับว่า แล้วคุณคิดว่าควรจะแปลอย่างไร นี่คือเหตุผลที่ผมถามท่านผู้อ่านเช่นกัน แล้วคุณตอบว่าอย่างไรครับ คนส่วนใหญ่ รวมถึงน้องสองคนที่ถามคำถามนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตอบเหมือนกันว่า Have a good dream. ซึ่งฟังแล้วน่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่ในความจริงแล้วก็ … ผิด หาเจ้าของภาษาที่ใช้ Have a good dream. ยากครับ แต่เรามักจะพูดอย่างอื่นเสียมากกว่า นี่คือเพียงหนึ่งในสิบประเด็นที่คุณควรทราบเกี่ยวกับการนอน หรือ sleep เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเป็นประเด็นของเราในวันนี้ เนื่องจากว่าเราใช้เวลาในชีวิตเราทั้งหมดหนึ่งในสามในสภาพนอน เราจึงน่าจะให้ความสำคัญกับหัวข้อนี้บ้าง เราเลยเริ่มดีกว่า 10 ข้อควรทราบเกี่ยวกับการนอนในภาษาอังกฤษ 1. Sleep เป็นทั้งนามและกริยา เอาประเด็นง่ายมาก่อน คือคำว่า sleep แปลว่า นอน หรือ การนอนครับ เช่น I need to sleep. กับ I need some sleep. สองประโยคนี้ความหมายแทบจะเหมือนกัน หมายถึง ฉันต้องนอน แต่ในประโยคแรก sleep เป็นคำกริยา แต่ในประโยคที่สองออกในรูปคำนาม 2. asleep กับ sleeping แปลว่า กำลังนอนอยู่ ดูสองประโยคนี้ครับ He is sleeping. He is asleep. เชื่อไหมครับ ความหมายเหมือนกันหมดคือ เขากำลังนอนอยู่ แต่สังเกตโครงสร้างในประโยคที่สองครับ คำว่า asleep เป็น adjective หรือคำคุณศัพท์ที่ใช้อธิบายใครที่กำลังนอนอยู่ เพียงแต่ว่าเราต้องใช้ควบคู่กับ verb to be (is, am, are, was, were) เช่น She is asleep. They were asleep. หรือ I am asleep (ซึ่งพูดยากเนื่องจากว่าผู้พูดกำลังนอนอยู่ สงสัยพูดในฝัน) เราไม่สามารถเอา asleep ไปนำหน้าคนที่หลับอยู่ พูดอีกอย่างหนึ่งว่า บอก The asleep boy ไม่ได้ ในกรณีที่อยากพูดอย่างนี้ ต้องใช้ The sleeping boy แทน ประเด็นนี้สำคัญเพราะเคยเห็นหลายคนใช้ asleep ผิดในลักษณะนี้ สรุปว่า sleeping ถือว่าเป็น adjective และ asleep เพราะว่าเป็น adjective เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับการใช้หรือโครงสร้างประโยค 3. อดีตกาลของ sleep คือ slept ก็เลยอย่าลืมนำมาใช้ slept นี้ออกเสียงว่า สะ-เล็พ-ท โดยไม่เน้นสระ อะ และต้องมีเสียง T ตอนท้าย เช่น Last night I slept for eight hours. (เมื่อคืนฉันนอนแปกชั่วโมง) 4. เรายังสามารถ sleep in กับ sleep over กับ sleep off ได้ นอนตื่นสาย ภาษาอังกฤษใช้คำว่า sleep in เช่น Sorry I’m late. I slept in. (ขอโทษที่มาสาย ฉันนอนตื่นสาย) Tomorrow is Sunday. I can sleep in. (พรุ่งนี้วันอาทิตย์ นอนตืนสายได้) ส่วน sleep over เราใช้ในความหมายว่า นอนค้าง เช่นเวลาไปบ้านเพื่อน Last night I slept over at Somcheng’s place. (เมื่อคืนฉันนอนค้างที่บ้านส้มเช้ง) และ sleep off เป็นการนอนเพื่อหายอาการที่ไม่ดีเช่น เห็นหวัด หรือเมา เช่น Last night Banjohn got very drunk. He’s sleeping it off now. (เมื่อคืนบรรจรเมามาก ตอนนี้เขานอนอยู่เพื่อหายเมา) 5. เรื่องทางเพศ เจ้าของภาษายังใช้ sleep ในความหมายว่า มีเพศสัมพันธุ์ ซึ่งจะออกในรูป sleep with ครับ เช่น Can I sleep with you? (ขอนอนกับคุณได้ไหม) ความหมายนี้คงไม่เกี่ยวกับการนอนหลับครับ แต่เป็นข้อควรระวังอย่างดี ถ้าดูจากตัวอย่างข้างบนที่เกี่ยวกับการนอนค้างที่บ้านส้มเช้ง ในประโยคนั้นเราคงไม่คิดว่าคุณมีอะไรกับส้มเช้ง แต่ถ้าพูดว่า Last night I slept with Somcheng. เราจะคิดคนละอย่าง ในเชิงสแลงเราใช้สำนวนนี้ในความหมายว่า สองคนเป็นแฟนกัน เช่น Somcheng and Bakkhoi are sleeping together. (ส้มเช้งกับบักข่อยเป็นแฟนกัน) เรายังชอบถามว่า Who is he/she sleeping with? ในความหมายว่า เขาเป็นแฟนกับใคร พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ภาษาอังกฤษยังมีสำนวน sleep around ซึ่งหมายถึง มีเพศสัมพันธุ์กัลหลายคน ความหมายจะออกในแง่ลบ เช่นถ้าบอกว่า He/She likes to sleep around. ความหมายจะไม่ดีคือ เป็นคนไม่รักเดียวใจเดียว ผมไม่เข้าใจว่าไม่ยุติธรรมแต่สำนวนนี้มักจะใช้กับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในเชิงลบ 6. นอนงีบ พอกันทีเรื่องเซ็กส์ครับ คุยเรื่องนอนงีบดีกว่า สองคำที่คุณจะได้ยินมากที่สุดคือ nap กับ snooze เป็นทั้งนามและกริยา เช่น I like to take a nap in the afternoon. (ฉันชอบนอนงีบในช่วงบ่าย) I was feeling tired so I had a snooze. (ผมรู้สึกง่วงนอน เลยงีบ) พูดถึงง่วงนอนแลัว… 7. เติม Y จะได้คำว่าง่วงนอนแล้ว sleepy แปลว่าง่วงนอน เช่น I’m feeling sleepy. (ฉันรู้สึกง่วงนอน) This medicine will make you sleepy. (ยาชนิดนี้จะทำให้คุณง่วงนอน) อีกคำหนึ่งที่นิยมใช้คือ drowsy ออกเสียงว่า ดราว-ซี ใช้แทน sleepy ได้ บางครั้งเราใช้คำว่า sleepy ในความหมายว่า เงียบ ไม่คึกคัก เช่น Nakhon Nayok is a sleepy little town. (นครนายกเป็นเมืองเล็กและเงียบ) 8. กำลังจะหลับ… ภาษาอังกฤษใช้คำว่า go to sleep ในความหมายนี้ หรือ fall asleep ก็ได้ เช่น What time did you go to sleep last night? What time did you fall asleep last night? (เมื่อคืนนอนกี่โมง) แต่เรายังมี nod off ที่ใช้ เนื่องจากว่า nod แปลว่า พยัคหน้า ซึ่งเป็นปฏิกิริยาของคุณสัปพะหงก กำลังจะงีบ เช่น I nodded off during class. (ผมสัปปะหงกตอนการเรียน) ขอเสนออีกคำหนึ่งคือ doze หมายถึง นอนหรือนอนงีบ ขึ้นอยู่กับสถานหารณ์ และยังมี doze off ซึ่งแปลว่า nod off หรือ สัปพหงกครับ เช่น I dozed off during class. แล้วการตื่นไหมครับ อังกฤษใช้ wake up ครับ ไม่ว่าจะตืน (wake up) หรือ ปลุกคนอื่น (wake somebody up) Tomorrow I will wake up at 5 am to go running. (พรุ่งนี้จะตื่นตีห้าเพื่อออกไปวิ่ง) Please wake me up at 5 am tomorrow. (โปรดปลุกผมตอนตีห้า) ขอเรียนให้ทราบว่า awake มีความหมายตรงข้ามกับ asleep หมายถึง ตื่นนอนแล้ว และการใช้เหมือนกันคือ ตาม verb to be ครับ 9. Dead to the world ไม่ได้แปลว่า ตาย สำนวนที่เราใช้ในความหมายว่าหลับมีเยอะเช่น dead to the world คือ Don’t call him. He’s dead to the world. (อย่าโทรหาเขา เขาหลับอยู่) อีกสำนวนหนึ่งคือ out like a light (ดับเหมือนหลอดไฟ) ใช้ในความหมายว่า หมดสติ หรือ หลับเช่น Don’t call him. He’s out like a light. (อย่าโทรหาเขา เขาหลับอยู่) 10. ในที่สุด … นอนหลับฝันดี คุณได้เวลานานพอที่จะคิดคำตอบว่า นอนหลับฝันดี แปลว่าอะไรเป็นภาษาอังกฤษ ถึงเวลาเฉลยครับ ใช้ Sweet dreams. ครับ คนไทยอาจจะกล่าวว่า ฝันดี แต่ฝรั่งจะพูดว่า ฝันหวาน แทน เช่น Good night. Sweet dreams. โปรดสังเกตว่าเราเติม s ท้ายคำว่า dream นั่นเป็นเพราะว่าฝรั่งเรามักจะฝันมากกว่าหนึ่งเรื่องต่อคืน เพียงแต่ตื่นแล้วจำไม่ได้ ผมแถมอีกวิธีหนึ่งที่เราจะบอก ราตีสวัสดิ์ นอนหลับฝันดี นั่นคือ Good night. Sleep tight. Sleep tight นี้หมายถึง นอนให้สนิท มีอะไรอีกไหม … นอกจาก “See you in the morning” (พบกันวันพรุ่งนี้เช้า) กับ “Don’t wake me up early” (อย่าปลุกผมเช้ามากนะ) ก็นึกไม่ออกครับ ผมขอจบเพียงแค่นี้ครับเพราะว่า พูดถึงประเด็นนี้ทีให้ผมง่วงนอนมาก คราวหน้าจะยกประเด็นที่ไม่เกิดอาการหลับใน พบกันคราวหน้า อย่าลืมว่าภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียวครับ
  2. ความหมายวันมาฆบูชา วันมาฆบูชา หมายถึง การบูชา ในวันเพ็ญเดือน ๓ เนื่องในโอกาสคล้าย วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ แก่พระภิกษุจำนวน ๑,๒๕๐ รูป ความสำคัญวันมาฆบูชา วันมาฆบูชา เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ มีเหตุการณ์อัศจรรย์ที่ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าจำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยมิได้นัดหมายกันพระสงฆ์ ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา ๖และเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบท โดยตรงจากพระพุทธเจ้า ในวันนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น ซึ่งเป็นทั้งหลักการอุดมการณ์และวิธีการปฏิบัติที่ นำไปใช้ได้ทุกสังคม มีเนื้อหา โดยสรุปคือให้ละความชั่วทุกชนิด ทำความดี ให้ถึงพร้อมและทำจิตใจให้ผ่องใส ความเป็นมาวันมาฆบูชา ๑. ส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๙ เดือนขณะนั้นเมื่อเสร็จพุทธกิจแสดงธรรมที่ถ้ำสุกรขาตาแล้ว เสด็จมาประทับที่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ประเทศอินเดียในปัจจุบัน วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ เดือนมาฆะหรือเดือน ๓ในเวลาบ่ายพระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้า มาประชุม พร้อมกัน ณ ที่ประทับของพระพุทธเจ้า นับเป็นเหตุอัศจรรย์ ที่มีองค์ประกอบสำคัญ ๔ ประการ เรียกว่าว่า วันจาตุรงคสันนิบาต คำว่า "จาตุรงคสันนิบาต" แยกศัพท์ได้ดังนี้ คือ "จาตุร" แปลว่า ๔ "องค์" แปลว่า ส่วน "สันนิบาต" แปลว่า ประชุม ฉะนั้นจาตุรงคสันนิบาตจึงหมายความว่า "การประชุมด้วยองค์ ๔" กล่าวคือมีเหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันนี้ คือ เป็นวันที่ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันที่เวฬุวันวิหารในกรุงราชคฤห์ โดยมิได้นัดหมาย พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" คือเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น พระภิกษุสงฆ์ทุกองค์ที่ได้มาประชุมในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นผุ้ได้บรรลุพระอรหันต์แล้วทุก ๆองค์ เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงกำลังเสวยมาฆฤกษ ประวัติวันมาฆบูชา มูลเหตุวันมาฆะบูชา หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 และได้ทรงประกาศพระศาสนาและส่งพระอรหันตสาวกออกไปจาริกเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนายังสถานที่ต่าง ๆ ล่วงแล้วได้ 9 เดือน ในวันที่ใกล้พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3) พระอรหันต์ทั้งหลายเหล่านั้นต่างได้ระลึกว่า วันนี้เป็นวันสำคัญของศาสนาพราหมณ์ อันเป็นศาสนาของตนอยู่เดิม ก่อนที่จะหันมานับถือพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า และในลัทธิศาสนาเดิมนั้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือนมาฆะ เหล่าผู้ศรัทธาพราหมณลัทธินิยมนับถือกันว่าวันนี้เป็นวันศิวาราตรี โดยจะทำการบูชาพระศิวะด้วยการลอยบาปหรือล้างบาปด้วยน้ำ แต่มาบัดนี้ตนได้เลิกลัทธิเดิมหันมานับถือพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าแล้ว จึงควรเดินทางไปเข้าเฝ้าบูชาฟังพระสัทธรรมจากพระพุทธเจ้า พระอรหันต์เหล่านั้นซึ่งเคยปฏิบัติศิวาราตรีอยู่เดิม จึงพร้อมใจกันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยมิได้นัดหมาย มีผู้กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้พระสาวกทั้ง 1,250 องค์มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย มาจากในวันเพ็ญเดือน 3 ตามคติพราหมณ์ เป็นวันพิธีศิวาราตรี พระสาวกเหล่านั้นซึ่งเคยนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อนจึงได้เปลี่ยนจากการรวมตัวกันทำพิธีชำระบาปตามพิธีพราหมณ์ มารวมกันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแทน
  3. ว้าวน่าดูทั้งนั้นเลย ใครไปดูมาแล้วมาเล่าให้ฟังบ้างน้าาาาา แอดไม่ค่อยมีเวลาว่างเลย 😂😂
  4. นักร้องสุดโปรดของผมคือ Kate Bush เธอเป็นนักร้องที่ออกอัลปั้มมา 30 ปีแล้ว ถ้าอยากรู้ว่าผมชอบดนตรีแนวไหน ลอง ดาวน์โหลดเพลง Running Up That Hill หรือ Wuthering Heights ของเธอ แต่วันนี้ไม่ได้มาเพื่เผยแพร่ดนตรีเพราะอย่างเดียวครับ เพลงๆ หนึ่งของ Kate Bush ที่คนไทยต้องชอลแน่ๆ คือ Don’t Give Up เพราะเกี่ยวข้องกับ การให้กำลังใจ ให้เขาเข้มแข็ง อดทน และอย่ายอมแพ้ ซึ่งเนื่อเพลงเต็มไปด้วยคำปลอบใจเป็นภาษาอังกฤษ เป็นคำถามที่มาแรงครับ คนไทยอยากทราบว่าการให้กำลังใจเป็นภาษาอังกฤษจะพูดว่าอย่างไร ก็แล้วแต่สถานการณ์ครับ ให้กำลังใจ น่าจะแปลว่า to encourage มักจะพูดว่า encourage (somebody) to (do something) เช่น Parents should always encourage their children to do well at school. (พ่อแม่ควรให้กำลังใจลูกในการเรียนเก่งอยู่เสมอ) I encouraged her to continue her studies instead of getting a job as factory worker. (ผมให้กำลังใจเรื่องการเรียนต่อ ไม่ใช่ทำงานที่โรงงาน) จะเห็นใน 2 ประโยคตัวอย่างข้างต้นนี้ว่า encourage น่าจะให้ความหมายว่า ให้กำลังใจ กึ่ง ชี้แนะ พลักดัน บางทีเราใช้ to support หมายถึงให้กำลังเชิงชี้แนะให้ไปในแนวทางที่ถูกต้อง เช่น Don’t be afraid. I’m supporting you all the way. (ไม่ต้องกลัว ผมให้กำลังใจเธออยู่เสมอ) I’ll support any decision you make. (ฉันจะสนับสนุนและให้กำลังใจคุณกับอะไรที่คุณตัดสินใจ) encourage … support … สองคำนี้เป็นกริยาซึ่งมีคำนามว่า encouragement กับ support และมักจะพูดว่า to give encouragement to (somebody) เช่น I like to give encouragement to anybody who thinks positively. (ผมชอบให้กำลังใจกับใครที่มองโลกในแง่ดี๗ Yaimaen says she’s given a lot of support to Bakkhoi, but he’s never thanked her. (ยายแม้นอ้างว่าเธอให้กำลังใจบักข่อยมาก ๆ แต่เขาไม่เคยขอบคุณเธอ) แต่ปัญหากับการให้กำลังใจในภาษาอังกฤษคือ encourage กับ support เป็นคำทางการ เราชอบใช้ วลีและสำนวนอื่น ๆ ในความหมายว่า ให้กำลังใจ เช่น ถ้าเป็นการให้กำลังใจทีมกีฬาเราจะใช้ to cheer on หรือ barrack for ใช่แล้ว คนไทยใช้ เชียร์ แต่ฝรั่งใช้ เชียร์ออน เช่น Which team do you barrack for – Liverpool or Manchester United? (คุณเชียร์ทีมไหน … ลิเวอร์พูลหรือแมนยู) I’m going to the football game to cheer on the Fermented Fish team. (ฉันจะไปเกมฟุดบอลเพื่อให้กำลังใจทีม ปลาร้า) แต่ถ้าเราจะบอกให้เพื่อนว่า ให้เขาเข้มแข็ง อดทน อย่างนี้บอกเพื่อนว่า Be strong. Keep at it. Stick with it. Keep going. สี่อย่างนี้เป็นการให้กำลังใจอย่างดีในความหมายว่า อดทน เข้มแข็งหน่อย ทำไปเรื่อย ๆ ส่วนประโยคที่ว่า อย่ายอมแพ้ ก็บอกว่า Don’t give up. แต่ก็ยังมีสำนวนด้วยครับ คือ Don’t throw in the towel. to throw in the towel = ยอมแพ้ ไม่ทำต่อ แปลตรงตัวคือ เฟี่ยงทิ้งผ้าเช็ดตัว ความหมายมาจากสมัยโบราณ เวลานักมวยรู้ว่าเขาใกล้จะแพ้ ผู้ช่วยจะเฟี่ยงอะไรบางอย่างของนักมวยนั้นใส่สนามมย ส่วนใหญ่จะเป็นผ้าเช็ดตัว เป็นการกระทำที่แสดงว่าเจ้าของสิ่งนั้นยอมแพ้ จากกรณีนี้เราได้สำนวน to throw/chuck in the towel หรือพูดสั้น ๆ ว่า to chuck it in หรือ to throw it in (ยอมแพ้) พูดถึงการต่อยมวยแล้วมีอีกสำนวนหนึ่งสำหรับการไม่ให้ใครยอมแพ้คือ Don’t hang up your gloves. แปลตรงตัวคือ อย่าเพิ่งแขวนนวมชกมวย เพราะนักมวยที่จะแขวนนวมชกมวยแสดงว่าไม่ชกต่อ เกษียน หรือยอมแพ้นั้นเอง สรุปได้เลยว่า อย่ายอมแพ้ สามารถพูดได้อย่างน้อยสามอย่างคือ Don’t give up. Don’t throw in the towel. Don’t hang up your gloves. แต่ผมยังเชื่อว่าสิ่งที่คุณสมชัยต้องการมากที่สุดคือประโยคเพราะ ๆ ที่แปลว่า ผมอยู่เคียงข้างคุณเสมอ ดังนั้นให้ใช้ I’m by your side. หรือ I’m with you. I’m with you all the way. หรือ I’m there for you. I’ll be there for you. หรือ I’ll back you up. I’m right behind you. นั่นแหละ สารพัดวิธีที่จะให้กำลังใจเป็นภาษาอังกฤษครับ
  5. สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รัก ใครๆ ก็รู้ว่าคำว่าฉลาดแปลว่า clever หรือ intelligent หรือ smart นอกจากสามคำนี้ก็ยังมี intelligent กับ brainy กับ wise แค่นี้ก็จบ แล้ว โง่ ล่ะครับ สัปดาห์นี้มีคนมาถามถึงความแตกต่างระหว่าง silly, fool กับ stupid ที่แปลได้ว่า โง่ ซึ่งคำถามนี้ทำให้ผมนึกถึงวงดนตรีไทยซึ่งเคยรับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่มีชื่อว่า “Silly Fools” เพลงของเขาอาจจะมันส์แต่ชื่อนี้ค่อนข้าง stupid ครับเพราะ “silly” แปลว่าโง่ ส่วน “fool” แปลว่า คนโง่ ดังนั้น Silly Fools แปลว่า คนโง่ที่โง่ … ซึ่งทำให้ผมคิดว่า นอกจากคนโง่ประเภทโง่แล้วยังมีคนโง่ประเภทอื่นด้วยหรือครับ เท่าที่ผมทราบคนโง่ทุกคนมักจะโง่เพราะ … เขาเป็นคนโง่ไง!!! สับสนหรือยังครับท่านผู้อ่าน การใช้ silly, fool กับ stupid ต่างกันนิดนึงนะครับ silly แปลว่า โง่นิด ๆ stupid คือโง่แท้ ๆ สองคำนี้เป็น adjective ซึ่งไม่เหมือน fool เพราะ fool เป็นคำนามหมายถึง คนโง่ อย่างนี้ครับ You’re silly! You’re stupid! You’re a fool! ในประโยคที่สามคำว่า a คำเล็กนั้นสำคัญมากเพราะแสดงให้เห็นว่า fool เป็นคำนาม และ adjective มาจาก fool คือ foolish เช่น Don’t be foolish! Don’t be silly! Don’t be stupid! สามประโยคนี้มีความหมายพอ ๆ กันคือ คุณอย่าโง่ ส่วนคำถามที่ว่า มีคำอื่นที่ให้ความหมายว่า โง่ คำตอบก็คือ มีคำอื่นอีกมากมายครับ Dumb เป็น adjective ซึ่งหมายถึง ไม่ฉลาดหรือ โง่ เช่น That was a dumb thing to do! (นั่นเป็นสิ่งที่โง่มากที่หล่อนทำ) เมื่อกี๊ตอนต้นผมบอกว่า brainy เป็นอีกคำหนึ่งที่ใช้ในความหมายว่า ฉลาด ในทางตรงข้าม brainless แปลตรงตัวคือ ไร้สมอง เช่น Somcheng is brainless. I asked her the time and she answered: “Now”. (อีส้มเช้งนี่โง่ จริง ๆ ผมถามเธอว่า กี่โมงแล้ว เธอตอบว่า เดียวนี้ค่ะ) มีอีกหลายคำครับเช่น unintelligent (ไม่ฉลาด … ดีกว่า not intelligent ที่ผมได้ยินบ่อย) dense (ซึ่งมักจะแปลว่า หนาแน่น มันสร้างภาพทำนองว่า สมองไม่เบา มันหนักจนคิดอะไรไม่ออก) empty-headed (หัวไม่มีอะไรข้างใน) moronic (คำว่า moron คือคนโง่ จากคำนี้เราได้ moronic) idiotic (เหมือนคนโง่) และ half-witted (มีสมองหรือระบบความคิดเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น) สุดท้ายนี้คำว่า simple หมายถึง ง่าย แต่เมื่อนำมาใช้อธิบายบุคคล ความหมายจะเปลี่ยนเป็นโง่ หรือสมองผิดปกติ เช่น English is simple. (ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว) Boonchoke is simple. (บุณโชคนี่ทึ่มจริง ๆ) แต่บางครั้ง simple เมื่อใช้กับคนหมายถึง คนธรรมดา ใช้ชีวิตแบบง่าย ๆ ไม่ใช่โง่ ๆ We are just simple people earning a living. (เราคือเพียงบุคคลธรรมดาพยายามจะทำมาหากิน) The people of Chantaburi are simple and generous. (ชาวจันทบุรีเป็นคนง่าย ๆ และใจกว้าง) ความหมายของ simple ที่ว่า โง่ หรือ ธรรมดา นั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ครับ คุณอ่านประโยคเต็มและตัดสินใจเอาเองว่า เป็นความหมายไหนครับ เรื่องโง่เชิง adjective นี้คงพอแล้วครับ ทีนี้เราจะมาดูความหมายในเชิงคำนามหรือ noun ครับ คำที่เราอาจจะรู้จักดีคือ idiot กับ fool ซึ่งหมายถึงคนโง่ เช่น ประโยคนี้ You idiot! Why did you do that? (โง่จัง ทำอย่างนั้นทำไมล่ะ) แต่มีคำอีกมากมายครับ เช่น cretin (เคร็ท-ทิน) กับ moron (มอ-รอน) ซึ่งเป็นศัพท์ทางแพทย์ใช้อธิบายคนที่พิการทางสมอง แต่เข้ามาในภาษาทั่วไปแล้ว ให้ความหมายว่าคนโง่ เช่น Don’t listen to them. They’re cretins. (อย่าไปสนใจพวกนั้น เขาโง่กันหมด) Hamlae’s getting married?!! Who would marry him? He’s such a moron! (หำแหล่จะแต่งงานหรอ ใครจะยอมแต่งงานกับเขา มันโง่เหมือนควาย) เมื่อพูดถึงควายแล้วชาวต่างชาติไม่ใช้คำว่า buffalo ในความหมายว่า คนโง่ เราไม่ถือว่าสัตว์ควายเป็นสัตว์โง่อย่างที่คนไทยเชื่อ (แหมทำงานหนักอย่างควายเรียกโง่ได้อย่างไร ไม่ให้เกียรติมันเลย) แต่เราใช้สัตว์อื่นเพื่อเปรียบเทียบความโง่ต่างหาก คือ ass หรือ donkey (ลา) ส่วนคนที่ไม่มีความคิดของเขาเอง ชอบตามคนอื่นตลอด เราเรียกเขาว่าเป็น sheep (แกะ) ครับ ในเชิงสำนวนมีหลายคำในความหมายว่าโง่ เช่น nothing between the ears (ไม่มีอะไรระหว่างหู…ไม่มีสมอง) เช่น Our new boss has nothing between his ears! (เจ้านายคนใหม่ของเราโง่เขลา) ผมต้องจบเรื่องเพียงแค่นี้เพราะเพิ่งจะนึกขึ้นว่า … พอได้ความรู้นี้เธอจะนำไปใช้กับฝรั่งหรือ … อย่า … อย่าดีกว่า พวกเราน่ารักไม่ใช่หรือ …
  6. ทำให้วาเลนไทน์นี้หวานกว่าใครด้วยวลีเด็ดๆ ประโยคดังๆ ให้ดังเปรี้ยงกันไปเลยยยยย😍
  7. ใช้ได้ครับ ขึ้นอยู่กับจำนวนของสิ่งๆนั้ว่ามีเพียงหนึ่ง หรือมากกว่าหนึ่งครับ หากมีเพียง 1 ใช้ is แต่ถ้ามากกว่า 1 ให้ใช้ are ครับ
  8. วันนักบุญวาเลนไทน์ (อังกฤษ: Saint Valentine's Day) หรือเรียก วันวาเลนไทน์ (อังกฤษ: Valentine's Day) ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี วันวาเลนไทน์มีการเฉลิมฉลองในหลายประเทศทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นประเทศทางตะวันตก แม้จะยังเป็นวันทำงานในทุกประเทศเหล่านั้นก็ตาม "วันนักบุญวาเลนไทน์" แต่เดิมเป็นเพียงวันฉลองนักบุญในศาสนาคริสต์ยุคแรกหนึ่งหรือสองคนชื่อวาเลนตินัส ความหมายโรแมนติกโดยนัยสมัยใหม่นั้นกวีเพิ่มเติมในอีกหลายศตวรรษต่อมาทั้งสิ้น มีการกำหนดวันวาเลนไทน์ขึ้นครั้งแรกโดยสมเด็จพระสันตะปาปาเกลาซิอุสที่ 1 ใน ค.ศ. 496 ก่อนที่สมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 6 จะให้ตัดออกจากปฏิทินโรมันทั่วไป (General Roman Calendar) ในปี ค.ศ. 1969 วันวาเลนไทน์มาข้องเกี่ยวกับรักแบบโรแมนติกเป็นครั้งแรกในแวดวงสังคมของเจฟฟรีย์ ชอเซอร์ สมัยกลางยุครุ่งโรจน์ (High Middle Ages) เมื่อประเพณีรักเทิดทูน (courtly love) เฟื่องฟู จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 วันวาเลนไทน์ได้วิวัฒนา มาเป็นโอกาสซึ่งคู่รักจะแสดงความรักของพวกเขาแก่กันโดยให้ดอกไม้ ขนมหรือลูกกวาด และส่งการ์ดอวยพรกัน ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ มรณสักขีในศาสนาคริสต์ยุคแรกหลายคนมีชื่อว่าวาเลนไทน์ ซึ่งวาเลนไทน์ที่มีการฉลองในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ คือ วาเลนไทน์แห่งโรม (Valentinus presb. m. Romae) และวาเลนไทน์แห่งเทอร์นี (Valentinus ep. Interamnensis m. Romae) วาเลนไทน์แห่งโรมเป็นนักบวชในโรมผู้พลีชีพเพื่อศาสนาราว ค.ศ. 269 และฝังที่เวียฟลามีเนีย (Via Flaminia) กะโหลกที่สวมมาลัยดอกไม้ของนักบุญวาเลนไทน์จัดแสดงในมหาวิหารซานตามาเรียในคอสเมดิน โรม เรลิกอื่นพบได้ในมหาวิหารซานตาพราสเซเด (Santa Prassede) ในโรมเช่นกัน เช่นเดียวกับที่โบสถ์คาร์เมไลท์ถนนไวท์ไฟร์เออร์ (Whitefriar Street Carmelite Church) ในดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ วาเลนไทน์แห่งเทอร์นีกลายมาเป็นบิชอปแห่งอินเตรัมนา (Interamna, ปัจจุบัน คือ เทอร์นี) ราว ค.ศ. 197 และกล่าวกันว่าเขาได้พลีชีพในช่วงการเบียดเบียนคริสต์ศาสนิกชนในรัชสมัยจักรพรรดิออเรเลียน ศพเขาฝังที่เวียฟลามีเดียเช่นกัน แต่คนละตำแหน่งกับที่ฝังวาเลนไทน์แห่งโรม เรลิกของเขาอยู่ที่มหาวิหารนักบญวาเลนไทน์แห่งเทอร์นี สารานุกรมคาทอลิกยังกล่าวถึงนักบุญคนที่สามที่ชื่อวาเลนไทน์ ผู้ซึ่งมีการกล่าวขานถึงในบัญชีมรณสักขียุคต้นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เขาพลีชีพเพื่อศาสนาในแอฟริการ่วมกับเพื่อนเดินทางจำนวนหนึ่ง แต่ไม่มีข้อมูลอื่นใดเกี่ยวกับเขาอีก ไม่มีส่วนใดที่โรแมนติกปรากฏในชีวประวัติยุคกลางตอนต้นแต่เดิมของมรณสักขีทั้งสามคนนี้ ก่อนที่นักบุญวาเลนไทน์จะมาเชื่อมโยงกับเรื่องรักใคร่ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 นี้ ระหว่างวาเลนไทน์แห่งโรมกับวาเลนไทน์แห่งเทอร์นีนั้นไม่มีความข้องเกี่ยวกันเลย ศีรษะของนักบุญวาเลนไทน์เก็บรักษาไว้ในแอบบีย์นิวมินสเตอร์ วินเชสเตอร์ และเป็นที่เคารพบูชา แต่ไม่มีหลักฐานว่านักบุญวาเลนไทน์จะเป็นนักบุญที่ได้รับความนิยมก่อนบทกวีของเชาเซอร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 แม้แต่ในพื้นที่วินเชสเตอร์ การเฉลิมฉลองนักบุญวาเลนไทน์มิได้แตกต่างไปจากการเฉลิมฉลองนักบุญคนอื่นมาก และไม่มีโบสถ์ใดอุทิศถึงเขา ในการตรวจชำระปฏิทินนักบุญโรมันคาทอลิก วันฉลองนักบุญวาเลนไทน์ซึ่งตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถูกตัดออกจากปฏิทินโรมันทั่วไปและลดขั้นไปอยู่ในปฏิทินเฉพาะ (particular calendar, ท้องถิ่นหรือประจำชาติ) ด้วยเหตุผล "แม้ความทรงจำเกี่ยวกับนักบุญวาเลนไทน์จะเก่าแก่ แต่ชื่อของเขาก็ถูกลดไปอยู่ในปฏิทินเฉพาะ เพราะนอกเหนือไปจากชื่อของเขาแล้ว ไม่มีข้อมูลอื่นใดทราบกันเกี่ยวกับนักบุญวาเลนไทน์ เว้นแต่ว่า ศพเขาฝังที่เวียฟลามิเนียเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์" วันฉลองนี้ยังมีการเฉลิมฉลองอยู่ในบัลซาน (ประเทศมอลตา) ที่ซึ่งมีการอ้างว่าพบเรลิกของนักบุญวาเลนไทน์ที่นั่น และมีการเฉลิมฉลองทั่วโลกโดยผู้นับถือนิกายคาทอลิกดั้งเดิมที่ถือตามปฏิทินที่เก่ากว่าก่อนหน้าของสภาสังคายนาวาติกันครั้งที่สองนี้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ยังมีการเฉลิมฉลองเป็นวันวาเลนไทน์ในนิกายอื่นของศาสนาคริสต์ตัวอย่างเช่น วันวาเลนไทน์มีระดับระดับ "พิธีฉลอง" (commemoration) ในปฏิทินของคริสตจักรแห่งอังกฤษ และส่วนอื่นของแองกลิคันคอมมิวเนียน cr: https://th.wikipedia.org/wiki/วันวาเลนไทน์
  9. "ต้องการพูดว่า "คุณกำลังละเมิดสิทธิส่วนบุคคล" เป็นภาษาอังกฤษ ต้องพูดว่าอย่างไรคะ?และอยากจะสรุปข้อตกลงกับเพื่อนร่วมงานต่างชาติว่า "เจอกันคนละครึ่งทาง" (ไม่ใช่เกี่ยวการเดินทางนะคะ แต่เป็นการหารือข้อตกลงกันอ่ะค่ะ)ต้องพูดภาษาอังกฤษว่าอย่างไรคะ?
  10. “ถ้าอยากบอกเขาว่า “คิดถึงคุณมาก” และ “ขอให้เขาคิดถึงเราบ้าง” จะพูดอย่างไรเป็นภาษาอังกฤษครับ” นี่คือคำถามที่ผมเคยได้รับจากน้องคนหนึ่งชื่อ ณรงค์กร จากจังหวัดสุรินทร์ สิ่งแรกที่ผมคิดขึ้นมาหลังจากที่ผมอ่านคำถามนี้คือ “เขา” คือใคร คนนั้นที่คุณคิดถึงเป็นใคร ซึ่งแสดงถึงนิสัยไม่ดีของข้าพเจ้ามากกว่าอย่างอื่นเพราะสอดรู้สอดเห็นเหลือเกิน สงสัยเป็นชาวต่างชาติใช่ไหมครับณรงค์กร หรือไม่ใช่ธุระอะไรของผมหรือไง อย่างไรก็ตามผมพูดตั้งนานแล้วว่า วิธีที่จะเก่งภาษาอังกฤษอย่างรวดเร็วที่สุดคือ หาแฟนเป็นฝรั่ง สงสัยคุณณรงค์กรกำลังประยุคคำแนะนำของผมอยู่ ส่วนมากแล้วภาษาอังกฤษใช้คำว่า miss ในความหมายว่า คิดถึง เช่น I miss you so much. (คิดถึงเธอเหลือเกิน) Khamla came home early from his vacation because he missed his girlfriend. (คำหล้ากลับจากการลาพักร้อนก่อนเวลาเพราะคิดถึงแฟน) Did you miss me? (พี่คิดถึงหนูบ้างป่ะ) บางครั้งใช้ to think of ก็ได้ ความหมายคือนึกถึง ผสม คิดถึง เช่น I’m thinking of you. (ผมกำลังคิดถึงคุณ) I was thinking of you yesterday when I found my old photo album. (ผมคิดถึงเธอเมื่อวานตอนที่ผมหาอัลปัมรูปเล่มเก่าของผม) When you see the stars twinkling in the night sky, think of me. (เมื่อเธอพบกับดวงดาวส่องแสงระยิบระยับบนท่องฟ้าแห่งราตรี ก็นึกถึงผมก็แล้วกัน) ความแตกต่างระหว่าง miss กับ think of คือ ใช้ miss เมื่อนึกถึงใครบางคนและเกิดความรู้สึกว่าอยากให้คนนั้นอยู่ใกล้ตัวคุณ แต่ถ้าเป็นเพียง นึกถึง คนนั้นโดยไม่จำเป็นเขาต้องอยู่ใกล้ ๆ ก็ใช้ think of ดีกว่า เช่น Here, take my pen. You can keep it. Every time you use it, think of me! (นี่ครับ เอาปากกาผมไปก็ได้ เก็บเอาไว้ไม่ต้องคืน และทุกครั้งที่คุณใช้ปากกานี้ก็นึกถึงผมก็แล้วกัน!) ในตัวอย่างนี้ใช้ miss me ไม่ได้ กฎนี้ใช้กับคำสั่งด้วยเช่น Think of me tomorrow morning, when I’m flying to England. (นึกถึงผมพรุ่งนี้เช้าเพราะตอนนั้นผมจะบินไปที่ประเทศอังกฤษ) พูด Miss me tomorrow morning ในประโยคนี้ไม่ได้ ไม่มีความหมายครับ ส่วนวลีที่สองที่คุณณรงค์กรถามคือ ขอให้เขาคิดถึงเราบ้าง แปลเป็นประโยคนี้ได้ครับคือ I hope you are missing me, too. ที่จริงแล้วความคิดถึงของเขาต้องเกิดขึ้นภายในใจเขาเอง ความคิดถึงอยู่ในแฟ้มเดียวกับความรักตรงที่ว่า บังคับคนอื่นให้คิดถึงหรือรักเราไม่ได้ ผมนึกถึงสุภาษิตอังกฤษว่า You can lead a horse to water, but you can’t make it drink. คือ คุณสามารถบังคับม้าให้ไปที่แหล่งน้ำ แต่ไม่สามารถบังคับให้มันดื่มได้ … คงเข้าใจความหมายใช่ไหมครับ หรือพูดเป็นภาษาอังกฤษอีกอย่างหนึ่งว่า I can’t make you love me. ซึ่งเป็นชื่อเพลงไพเราะ เพลงหนึ่งที่ไม่ควรฟังเวลาอกหัก เพราะมันซึ้งเหลือเกิน เรื่องนี้ผมรู้มาจากประสบการณ์เองเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้วตอนที่ผม … เอ้อ เราเข้าถึงเรื่องนี้ได้อย่างไร??? ก่อนจะจบขอเรียนให้ทราบด้วยว่า miss คำนี้ยังใช้ในความหมายว่า พลาด โดยเฉพาะวลี พลาดไม่ได้ The bank is on the right hand side of the road. You can’t miss it. (ธนาคารอยู่ฝั่งขวาของถนน พลาดไม่ได้) I missed the final episode of Raeng Ngao. (ผมพลาดตอนอวสานของแรงเงา) และใช้ miss ในความหมายว่า ตกรถ เช่น Sorry I’m late. I missed the bus. (ขอโทษที่มาสาย ผมตกรถเมล์) ขอบคุณมากครับคุณณรงค์กรที่ตั้งประเด็นน่าสนใจ และโชคดีกับการจีบสาวเป็นภาษาอังกฤษของคุณ
  11. คำว่า tense มีสองความหมายหลักในภาษาอังกฤษ อันแรกในเชิงไวยากรณ์คือ กาล เช่น present tense, past tense, future tense ฯลฯซึ่งผมเชื่อว่าคุณรู้อยู่แล้ วว่าภาษาอังกฤษมีทั้งหมด 12 tense ถ้าไม่นับพวก conditionals อีกความหมายหนึ่งของ tense คือ เมื่อเป็นคำคุณศัพท์แปลว่า ตึงเครียด เช่น I was tense before my test. (ผมรู้สึกตึงเครียดก่อนสอบ) ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่แยกสองความหมายนี้ไม่ออกเพราะ การเรียน tense ภาษาอังกฤษทำให้รู้สึกตึงเครียก หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า Tenses make me tense! วันนี้ประเด็นของเราคือ tense ในความหมายว่า ไวยากรณ์ สำคัญแค่ไหน ถ้าหากเหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีตไปแล้ว เช่น “I went to the market yesterday.” หากพูดว่า “I go to the market yesterday” โดยที่ใช้ verb ผิด tense ชาวต่างชาติจะเข้าใจไหม เพราะว่าบางครั้งคนไทยไม่ทราบหรือคิดไม่ทัน verb ในรูปอดีตของกริยานั้น คำถามนี้ทำให้ผมนึกถึงอดีต สมัยที่ผมเพิ่งจะเข้ามาอยู่ประเทศไทยและเริ่มเรียนภาษาไทย ไทยนั้นไม่ค่อยยากด้าน Grammar ซึ่งตรงกันข้ามกับภาษาอังกฤษ แต่ถามฝรั่งคนใดที่เคยลงมือเรียนภาษาไทยและเขาต้องยืนยันว่า ไทยจะยากแสนยากด้านวรรณยุคเสียงสูงต่ำ คุณอาจจะท้อใจเรื่อง English tenses ใช่ไหม พวกฝรั่งเรานึกถึงการเรียนวรรณยุคไทยก็นึกอยากจะกระโดดตึกใบหยกเหมือนกัน แอบฟังฝรั่งพูดภาษาไทยก็จะรู้ดีครับ ปัญหาอยู่ที่ว่า เราฟังเสียงสูงต่ำไม่ออก อาจารย์จะสอนเราว่า ต้องออกเสียง “กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า” นักเรียนฝรั่งตอบอย่างที่เขาได้ยินว่า “กา กา กา กา ก้า” มันเหมือนกับว่า เราไม่ให้ความสำคัญกับเสียงสูงต่ำ เพราะภาษาของเราไม่ให้ความสำคัญเรื่องวรรณยุคเท่ากับไทย ผมเคยได้ยินฝรั่งอุจจาระสกุณาพูดกับแฟนไทยชั่วคราวถึงการเรียนภาษาไทย “โอ้ มันอยากหมาก” คนเดียวกันนี้เลยชมแฟนเขาโดยบอกว่า “คุณซวยจริง ๆ “ เราเดาได้เลยว่า ฝรั่งคนนั้นอยากอธิบายว่าภาษาไทย “ยากมาก” และแฟนเขา “สวย” เหลือเกิน สังเกตไหมครับว่า แฟนนั้นไม่ได้รีบไปขอหมากซักลูกจากคุณแม่ เพื่อที่จะให้ฝรั่งคนนั้นเนื่องจากว่าเขาประกาศว่าปราถนาที่จะเคี้ยวหมากอย่างมาก และเธอก็ไม่ได้คิดจะตบหน้าเขาสองสามเพียะเนื่องจากว่าเขาพูดถึงความขี้เหร่ของเธอ นั่นแหละสิ สาวไทยที่หลงทางแถวตรอกเข้าสารนั้นสามารถเดาความหมายได้ ถึงแม้ว่าฝรั่งคนนั้นไม่ได้ออกเสียงอย่างถูกต้อง ถ้าถามผมก็น่าจะเป็นเรื่องเดียวกับ ไวยากรณ์อังกฤษครับ ถ้าคุณพูดว่า I went to the market yesterday ฝรั่งต้องคิดว่า “เมื่อวานเขาไปที่ตลาด” แต่ถ้าคุณพูดว่า I go to the market yesterday ฝรั่งต้องคิดว่า “เขาไปที่ตลาดเป็นประจำ … เดี๋ยวนะ … ไม่ใช่ … เขาได้ไปตลาดเมื่อวาน ไม่ใช่เป็นประจำ” สรุปว่าฝรั่งได้เข้าใจแต่คิดหนักขนาดนั้นทำไม ใช่ครับ ส่วนใหญ่เราสามารถเดาความหมายได้พอ ๆ กับถ้าผมเรียกเด็กเสิร์ฟที่ภัตตาคารว่า หนอง เขาคงเข้าใจว่าผมหมายถึง น้อง ไม่ใช่ดูถูกเขาโดยเรียกเขาเป็นฝีหรือบาดแผลอะไรก็แล้วแต่ แต่พอทราบนี้แล้วจะทำให้คุณเลิกพยายามพูดภาษาอังกฤษให้ดีกว่านี้หรือครับ หวังว่าไม่ แต่ถ้าจะช่วยให้คุณรู้สึกมั่นใจขึ้นกับการพูดภาษาอังกฤษก็ผมไม่ว่าอะไร ปัญหาอยู่ที่ว่า ถึงแม้ส่วนใหญ่เราเดาความหมายได้ยังมีหลายกรณีที่เราเข้าใจผิดได้ สมมติว่าฝรั่งที่ไม่ใส่ใจเรื่องเสียงสูงต่ำบอกว่า “บ้านผมอยู่ไกล” คุณจะไม่รู้เลยว่าบ้านเขาอยู่ไกลหรือใกล้ ไวยากรณ์อังกฤษก็เหมือนกันครับ บทเรียนที่นี่คือ ผิดหรือถูกไวยากร์ผมขอร้องอย่าเพิ่งยอมแพ้ภาษาอังกฤษ ไม่มีใคร (รวมถึงเจ้าของภาษา) พูดหรือเขียนภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องตลอดเวลา เราเป็นมนุษย์เดียวกันทั้งหมดและมนุษย์เราต้องทำผิดบ้าง เพราะฉะนั้นอย่าหวังว่าจะมีวันหนึ่งที่คุณจะพูดภาษาอังกฤษโดยปราศจากคำผิด นี่ไม่ใช่จุดประสงค์ที่ดี แต่ถ้าคุณฝึกไปเรื่อย ๆ จะต้องมีวันหนึ่งที่คุณคล่องและมั่นใจในความสามารถของคุณ ไม่ต้องพูดแบบ perfect แต่พูดด้วยความพยายามที่จะพูดถูกมากที่สุดที่คุณทำได้ก็ยิ่งดีครับ คนไทยหลายคนบ่นว่าจะจำกริยาทั้งสามช่องแต่ละกริยาไม่ได้ ผมไม่เห็นด้วยว่า มันยากที่จะจำทั้งสามช่องของแต่ละกริยา ที่ยากคือ การท่องศัพท์จากหนังสือกริยาสามช่องมากกว่า พูดตรง ๆ กริยาส่วนมากไม่ยากหรอก แค่เติม ed ตอนท้าย ไม่เป็นปัญหา ส่วนพวก irregular verbs ถ้าใช้บ่อยมันไม่ยาก แหม go-went-gone ใช้เวลากี่วินาทีจนจะท่องให้ขึ้นใจได้ ยิ่งนำมาใช้ก็ติดแล้ว เป็นสิ่งที่น่าเสียดายมากที่เมืองไทยเน้นเรื่องไวยากรณ์ในการสอนภาษาอังกฤษมาเป็นห้าสิบปีแล้ว เริ่มมีการปฏิรูปที่กระทวงศึกษาธิการทางด้านนี้เพื่อที่จะเน้นการสื่อสารโดยใช้ภาษาอังกฤษมากกว่าเรื่องแห้ง ๆ อย่างไวยากรณ์เรื่องเดียว ไวยากรณ์อังกฤษมักจะเข้าไปในสมองควบคู่กับความกังวลใจ เมื่อหัวเราเต็มไปด้วยกฎกติกาไวยากรณ์อังกฤษเราก็กลัวทันทีว่า จะพูดผิดก็เลยไม่พูดดีกว่าใช่ไหมครับ ผมเคยเขียนในหนังสือ วิธีพูดภาษาอังกฤษเหมือนฝรั่ง ว่า กฎแรกในการพูดภาษาอังกฤษคือให้ลืมกฎ ไม่ต้องกังวลใจตลอดว่า ผิดหรือถูกหลักไวยากรณ์ ขอให้พูดก่อนโดยไม่ต้องนึกถึง grammar ให้นึกถึงสารหรือความคิดที่อยากถ่ายทอดออกมาจะดีกว่า และค่อย ๆ แก้เรื่องไวยากรณ์ทีหลัง จำได้ไหมครับครั้งแรกที่ได้ปั่นจักรยาน หรือที่พูดต่อหน้าห้องเรียน หรือที่ได้ซื้อตั๋วที่รถไฟฟ้า ทุกกรณีก็เกร็ง ตื่นเต้น ยังไม่คล่องตัว แต่ครั้งที่ห้า ครั้งที่สิบก็ราบรื่นดี ภาษาอังกฤษก็เหมือนกันครับ วันนี้คุณอาจจะเกร็งและบางทีอาจจะพูดผิดด้วย ไม่เป็นไรหรอก อีกไม่นานจะไม่เกร็งและเมื่อคุณไม่เกร็งคุณก็อาจจะจำได้ว่าอดีตกาลของ go คือ went และควรนำมาใช้เมื่อพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เรื่องจบด้วยดี โล่งใจจัง
  12. คนไทยชอบไปซื้อของเพื่อผ่อนคลาย แต่ถ้าถามผมแล้ว ผมว่าการไปถอนฟันที่ทันตแพทย์สร้างความสุขมากกว่าซื้อเสื้อผ้าต่างหาก นั่นเป็นเพราะว่าถึงแม้ว่าอัตราความอ้วนในคนไทยได้เพิ่มขึ้นทวิคุณ แต่ร้านขายเสื้อผ้าในประเทศนี้ยังไม่เชื่อ และยังมีขนาดถึง XL ซึ่งไม่ใช่ XL แบบฝรั่งแต่เป็น XL แบบคนไทย … และ XL ของไทยเท่ากับ M ของฝรั่ง … ทำให้การหาเสื้อเชิ๊ตที่ผมใส่ได้ยากเท่ากับการหาของแท้แถวตลาดประตูน้ำ ได้ยินเสียงถอนหายใจของผมหรือยัง ผมยอมแพ้การต่อสู้กับคนขายเสื้อผ้าในเมื่องไทยตั้งนานครับตั้งแต่วันนั้นที่ผมเดินห้างโรบินสันสีลม (ท่ามกลางแหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีแต่ฝรั่งขนาดยักษ์) และเห็นเสื้อเชิดที่ผมชอบและถามพนักงานขายว่า Do you have this in a big size? (เสื้อตัวนี้มีขนาดใหญ่ไหมครับ) ซึ่งพนักงานแสนสวยแสดงรอยยิ้มสยามแบบกว้างขวางสวยงามและตอบว่า No, sir. You are too fat. (ไม่มีค่ะ ท่านอ้วนเกินไปค่ะ) เป็นช่วงเวลาที่ผมค้นพบว่า คนไทยมีคำภาษาอังกฤษคำหนึ่งที่ฝรั่งเองไม่ค่อยได้ใช้ แต่พนักงานขายเสื้อผ้ารู้จักกันหมดไปทั่วราชอณาจักรไทย คำนั้นคือ free size หรือที่คนไทยออกเสียงว่า ฟรีไซต์ … แหมเรียกว่า ฟรี ได้อย่างไรครับ คำว่า ฟรี เมื่อพูดถึงขนาดมีควาหมายว่า ใส่แล้วหลวมดี ไม่อึดอัด ไม่ฟิต ไม่ดูเหมือนลูกโป่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับความรู้สึกที่ผมมีอยู่ทุกครั้งที่ผมต้องลองใส่เสื่อประเภท ฟรีไซต์ ที่เคยพบในราชอณาจักรดังกล่าวครับ ระบายความรู้สึกอย่างนี้ก็โล่งใจดีครับ ทีนี้ เราคุยเรื่องการขายกันบ้าง ไม่ว่าคุณจะเป็นคนขาย หรือคนซื้อในร้านต่างประเทศ เราจะต้องมาดูวิธีถามหาเป็นภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะลูกค้าในร้าน ข่าวดี มีไม่กี่วิธีครับ 2 วิธีที่สำคัญที่สุด ที่เราใช้มากที่สุด คือ Do you have …? กับ Have you got …? ทั้ง 2 วิธีแปลว่า มี (สิ่งใดสิ่งหนึ่ง) ไหมคับ (หรือ คะ)? เช่น Do you have Monsit Khamsoi’s new album? (มีอัลปั้มล่าสุดของ มนสิทธิ์คำสร้อยไหมครับ) Do you have this dress in red? (มีกระโปรงตัวนี้ในสีแดงไหมครับ … เอ้อ … คะ?) Do you have tomatoes? (มีมะเขือเทศไหมฮะ?) ในแต่ละประโยคคำถามคุณสามารถใช้ Have you got …? ได้ครับ อย่างนี้ Have you got Monsit Khamsoi’s new album? Have you got this dress in red? Have you got tomatoes? ความหมายไม่เปลี่ยนแปลงครับ พอท่อง 2 วลีให้ขึ้นใจแล้วก็อ่านต่อได้เลยครับ เพราะมี 3 หัวข้อย่อยที่ผมอยากฝากเกี่ยวกับ Do you have …? กับ Have you got …? นั่นคือ 1. ตามหลักไวยากรณ์คุณสามารถใช้ Have you …? ได้เหมือนกัน เช่น Have you Monsit Khamsoi’s new album? Have you this dress in red? Have you tomatoes? แต่สาเหตุที่ผมไม่ได้นำเสนอหรือ แนะนำให้ใช้เป็นเพราะฝรั่งไม่ค่อยได้ใช้ ฟังแล้วภาษาโบราณหน่อยและผมไม่อยากให้คุณเป็นคนไม่ทันสมัย 2. เวลาลูกค้าถามแบบ Do you have …? หรือ Have you got …? นั้น คำที่มักตามมาคือ any ครับ ในความหมายว่า บ้าง ซึ่งไม่ต้องกลัวหรืองงกับคำนี้ครับ ไม่ค่อยมีความหมายมากนัก เช่น Do you have any tomatoes? ประโยคนี้มีความหมายเท่ากับ Do you have tomatoes? เพียงแต่ว่าประโยคแรกธรรมชาติมากกว่า ผมขอยกตัวอย่างครับ สำหรับท่านผู้อ่านที่คลั่งไวยากรณ์อังกฤษ (จะคลั่งทำไม … น่าเบื่อจะตาย) และอยากทราบว่า ใช้ some แทน any ได้ไหม คำตอบคือ ไม่ควร ในรูปประโยคแบบนี้ ใช้ any จะดีกว่า เพราะว่า เราชอบใช้ any เมื่อตามคำว่า have ในประโยคคำถาม (Do you have any rice? Do you have any milk? Do you have any chopsticks?) นอกจากนี้เรายังมีกฏการใช้ที่บอกว่า ในประโยคคำถามเราจะใช้ some เมื่อเราคิดคำตอบคือ yes แต่ใช้ any เมื่อเราไม่รู้ว่าคำตอบคือ yes หรือ no สรุปว่าให้ความสนใจกับ any เป็นพิเศษ และทิ้ง some เหมือนเป็นแฟนเก่าของเรา ผู้ไม่คลั่งใคล้ไวยากรณ์อังกฤษไม่จำเป็นต้องอ่านย่อหน้าข้างบนครับ เป็นห่วงจะปวดหัวครับ 3. หัวข้อย่อยสุดท้าย … เมื่อฝรั่งถามถึงสินค้าเขามักจะถามโดยเติม s ตอนท้ายสินค้า หรือถามในรูปพหูพจน์ครับ เช่น Do you have any tomatoes? เราไม่ถามว่า Do you have tomato? และไม่ถามว่า Do you have any tomato? เรานึกถึงมะเขือเทศโดยรวมครับ เราจึงเติม s ตอนท้าย (หรือ es ครับ แล้ว c ต่อคำ) ข้อยกเว้นคือคำนามนับไม่ได้ซึ่งเราเติม s ไม่ได้ อย่างเช่นคำว่า stationery หมายถึง เครื่องเขียน เราจึงต้องถามว่า Do you have any stationery? (คุณมีเครื่องเขียนบ้างไหมคะ) หรือ Do you have any rice? (มีข้าวสารไหมคะ) Have you got any water? (คุณมีน้ำดื่มไหมจ๊ะ) Do you have any money? (คุณมีเงินบ้างไหมคะพี่?) rice … water … money … 3 คำนี้เป็นคำนามนับไม่ได้จึงไม่จำเป็นต้องเติม s ผมมีข้อมูลอีกมากมายเกี่ยวกับการถามว่า Do you have …? กับ Have you got …? แต่หมดกระดาษ เอาเป็นว่าคราวหน้าจะคุยกันต่อ ในช่วงเวลานี้ฝึกสองประโยคคำถามนี้ก่อนและเพิ่มข้อมูลคราวหน้า โอมั้ย
  13. How about work? How about your holiday? How about your weekend? How about your fried rice? How about Somcheng? คำถามเหล่านี้มักจะเป็นการถามว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอย่างไรบ้าง เป็นการแปลตรงตัวจากคำถามภาษาไทยที่ว่า “อะไรบางอย่างเป็นอย่างไรบ้าง” ผมเคยเขียนมาก่อนหลายครั้งว่า คนไทยใช้คำว่า อย่างไร มากกว่าฝรั่งใช้คำว่า how แต่นี่อาจจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุดในหัวข้อนี้เพียงแต่อยากเน้นว่า ไม่ควรแปลตรงตัวจากไทยเป็นอังกฤษ นอกจากนี้ชาวต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่ใช้คำถาม How about ในลักษณะเป็นคำถามแรกครับ ผมกำลังจะอธิบายทางอ้อมว่า ถ้าอยากถามว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอย่างไร อย่าไปใช้ How about …? เพราะในภาษาอังกฤษมัน… ผิด ผมขอให้คนไทยที่รักทุกท่านยกเลิกการถามว่า How about …? ถ้าอยากถามว่า สถานที่ สถานการณ์ เหตุการณ์ อาหาร หรือบุคคล เป็นอย่างไร ให้ใช้ How ควบกับ verb to be คือ How is/are/was/were/will be เช่น How are you? (คุณสบายดีไหม) How’s work? (งานคุณเป็นยังไง) How was your holiday? (พักร้อนของคุณเป็นอย่างไรบ้าง) How was your weekend? (เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร) How’s your fried rice? (ข้าวผัด ที่คุณกำลังทานอยู่ อร่อยไหม) How’s John?(ไอ้จ้อนสบายดีไหม) ใช่แล้วครับ ใช้ How บวก verb to be จะดีที่สุด แทน How บวก about อีกโครงสร้างหนึ่งที่ใกล้เคียงคือ ถ้าคุณอยากถามถึงลักษณะนิสัยของใครหรือสิ่งใด ให้ใช้ What is (สิ่งนั้น) like? ไม่ใช่เป็นการถามถึงเหตุการณ์เฉพาะครับ แต่เป็นการถามถึงภาพรวมหรือบุกลิกภาพของสิ่งนั้น เช่น What’s Somchai like? (สมชายเป็นคนแบบไหน) What’s Bangkok like? (กรุงเทพฯเป็นอย่างไร … คนถามอาจไม่เคยได้มา อยากทราบข้อมูลล่วงหน้าก่อนที่จะมาเที่ยว) ทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่ถูกต้องที่จะถามเป็นภาษาอังกฤษว่า “สิงใดสิ่งหนึ่งเป็นอยางไร” แล้งคำถามที่ต้องตามมาคือ ถ้าเป็นเช่นนี้ ฝรั่งใช้ How about …? ในกรณีไหนถึงจะถูกต้อง คำตอบง่ายๆ คือ เราใช้ How about …? ในรูปการชักชวนมากกว่า เป็นภาษาพูดและนิยมใช้ด้วย เช่น How about going to the movies to tonight? (คืนนี้เราไปดูหนังกันดีไหม) How about dinner? (เราทานข้าวมื้อเย็นกันดีไหม) How about asking her out? (เอาเป็นว่าคุณชวนเธอออกไปเที่ยวจะดีไหม) เข้าใช่ไหมครับ นี่คือเหตุผลที่เจ้าชองภาษาอาจจะงงเมื่อคุณถามว่า How about your holiday? เพราะว่า คุณต้องใจถามว่า การไปเที่ยวเป็นอย่างไรบ้าง แต่เจ้าของภาษาจะคิดคุณกำลังชวนเขาไปเที่ยวด้วยกันทำนองนี้ครับ อย่างที่ผมบอกตั้งแต่แรกคือ เราไม่ค่อยใช้ How about ในรูปคำถามแรก … แต่เป็นคำถามรองได้ครับ ส่วนใหญ่เป็นการถามกลับหลังจากที่มีใครมาถามเราก่อน ขอยกตัวอย่างการสนทนาซึ่งอาจจะทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น Banjerd: How’s your soklek and koi? (ซกเล็กกับก้อยที่เธอกำลังรับประทานอยู่เป็นอย่างไรบ้าง) Lamjiak: Great! How about yours? (อร่อยมากค่ะ แล้วของพี่ล่ะ) Banjerd: Not bad. (ก็ไม่เลว) And how’s your job? (และงานเป็นอย่างไรบ้างครับ) Lamjiak: Very busy. How about your work? (ยุ่ง ๆ ค่ะ แล้วงานของพี่ล่ะ) Banjerd: So-so. (เป็นงั้น ๆ) And how’s your sweetheart? (แล้วแฟนเธอเป็นอย่างไรครับ) Lamjiak: I don’t have a sweetheart. How about yours? (หนูไม่มีแฟนค่ะ แล้วแฟนพี่ล่ะสบายดีไหม) Banjerd: I don’t have one … darling. (ไม่มีแฟน … ที่รัก) ลำเจียกกับบรรเจิดนี่เสร็จแน่ พบกันคราวหน้า อย่าลืมว่า "ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว" ครับ
  14. คำว่า shall แปลว่า จะ คำว่า will แปลว่า จะ เหมือนกัน แล้วสองคำนี้ต่างกันอย่างไร ต่างกันสิครับ ไม่ได้ต่างกันที่ความหมาย แต่ต่างกันตรงที่ว่าหนึ่งในสองคำนี้สุขภาพแข็งแรงดี ส่วนอีกคำหนึ่งก็ กำลังหายจากโลกนี้ เป็นคำถามที่มาบ่อยครับ แสดงว่ายังมีคนสงสัยว่า shall ต่างกับ will อย่างไรและยังใช้ในปัจจุบันหรือเปล่า ผมเองรู้สึกว่าคำว่า shall เหมือนวิธีแต่งกายของชาวไทยเมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้วคือ ล้าสมัยแล้วแต่ยังมีกรณีพิเศษที่ยังใช้อยู่ เรื่องราวนี้เริ่มต้นที่อนาคตกาลของภาษาอังกฤษ ซึ่งมักจะใช้ will หรือ to be going to ในความหมายว่า จะ เช่น Tomorrow Boonma is going to buy a new shirt. (พรุ่งนี้บุญมาจะซื้อเสื้อเชิ้ดตัวใหม่) Boonlert will ask for a payrise next month. (เดือนหน้าบุญเลิดจะขอเงินเดือนขึ้น) คำว่า shall แปลว่า จะ เหมือนกัน เพียงแต่ว่าเป็นภาษาโบราณ ถ้าใช้ในสองประโยคข้างต้นนี้คงใช้ได้ แต่ฟังแล้วไม่ค่อยทันสมัยเท่าไร หรืออย่างน้อยเป็นทางการมากเกินไป คือ Boonma shall buy a new shirt tomorrow. Boonlert shall ask for a payrise next month. ไม่ถือว่าผิดแต่ … ไม่เอาน่า ใช้ will หรือ to be going to ดีกว่า เราคงทราบแล้วว่า will not (จะไม่) ถูกย่อเป็น won’t แต่ทราบหรือเปล่าครับว่า shall not (จะไม่) สามารถย่อเป็น shan’t ได้ครับ เช่น I shan’t have Somcheng in the house ever again! (ฉันจะไม่ยอมให้ส้มเช้งเข้ามาในบ้านฉันอีกต่อไปโดยเด็ดขาด) We shan’t be going back there again. (เราจะไม่กลับไปที่โน่นอีกเลย) Oat says he shan’t ever love another woman. So now he’s going to love a man. (โอ๊ตบอกว่าจะไม่รักผู้หญิงอีกเลย … ก็งั้นเขาจะลองรักผู้ชายแทน!) สรุปว่า shall กับ will มีความหมายเดียวกัน แต่ shall ฟังแล้วล้าสมัย … แต่ยังมีสามสถานการณ์ที่เรายังใช้ shall บ่อยคือ 1. ในการชักชวนที่เริ่มต้นด้วย Let’s และลงท้ายด้วย shall we? เช่น Let’s go, shall we? (ไปกันเถอะดีไหม) Let’s have something to eat, shall we? (ทานข้าวกันดีไหม) Let’s steal Toyting’s ruler, shall we? (เราขโมยไม้บรรทัดของต้อยติ่งกันเถอะ) บางทีไม่ต้องมี Let’s นำก็ได้เพื่อแสดงการชักชวนครับ อาทิ Shall we go? (ไปกันดีไหม) Shall we change the subject? (เราเปลี่ยนหัวข้อดีไหม) 2. ในกรณีที่คุณเสนอว่าจะทำอะไรให้อีกฝ่ายหนึ่ง เช่น Shall I kiss you now? (จะให้ผมจูบเธอตอนนี้ไหม) Shall I go now? (จะให้ผมไปเดียวนี้ไหม) Shall I wake you at 6 or 7 am? (จะให้ผมปลุกเธอเวลา 6 หรือ 7 โมงเช้าไหนดี) 3. ในกรณีที่คุณขอคำปรึกษาหรือข้อแนะนำ เช่น What shall I get her for her birthday? (ผมจะซื่ออะไรดีให้เธอสำหรับวันเกิด) Who shall I ask to the party? (ผมจะชวนใครให้ไปงานฉลองกับผม) When shall I see you again? (อะฮั้นจะพบเธออีกเมื่อไรนะหล่อน) แต่ถึงแม้ว่าเรามีสามกรณีหลักที่ยังใช้ shall เหล่านี้แต่สลับกับ will ได้ในทุกประโยคที่ผมยกมา บางคนใช้ shall ในภาษาเขียนเพราะเขาถือว่าไพเราะมากกว่า will เช่น I shall contact you again next week. (ฉันจะติดต่อกับท่านอีกครั้งในสัปดาห์หน้า) ในที่สุด ถ้าไม่แน่ใจ ให้ใช้ will ครับ ส่วน shall ก็ ขอให้สู่สุขติ หรือที่ภาษาอังกฤษใช้ว่า … Rest in peace!
  15. พักหลังมีหลายคนส่งคำถามนี้ แสดงว่าเป็นคำถามยอดฮิตแห่งยุคนี้ หรือไม่ เจ้าของภาษาเริ่มนำ though มาใช้มากขึ้น คนไทยสังเกต และเกิดความรู้สึกงงๆ หน่อยว่า มันแปลว่าอะไรกันแน่ though … although … even though … สามคำนี้มีความหมายคล้ายกันคือ แม้ หรือถึงแม้ว่า ซึ่ง though เป็น conjunction หรือคำเชื่อมระหว่างข้อมูลสองอย่างหรือประโยคสองประโยคที่อาจจะมีความหมายที่ตัดกัน อย่างเช่น Though Somchai is fat, he can run very fast. (ถึงแม้สมชายตัวอ้วน แต่เขาวิ่งเร็วได้) Though I’ve just had lunch, I’m still hungry. (แม้ผมเพิ่งจะทานข้าวเสร็จ แต่ผมยังหิวอยู่) Though she studied hard, she didn’t pass the subject. (ถึงแม้ว่าเธอเรียนหนังสือหนัก แต่เธอไม่ได้สอบผ่านวิชา) นี่คือโครงสร้างประโยคที่อาจจะเรียนเรียบร้อยแล้ว Though นี้วางหน้าประโยคได้ หรือตรงกลาง (ระหว่างข้อมูลสองประเภท) เช่น Somchai is fat though he can run fast. I’ve just had lunch though I’m still hungry. She studied hard though she didn’t pass the subject. แต่ที่คนไทยหลายคนอาจจะงงคือ เจ้าของภาษาชอบเอา though ไปวางท้ายประโยค อย่างเช่น Somchai is fat. He can run fast though. การใช้ though ตอนท้ายอย่างนี้เป็นการเรียนให้ทราบว่า ข้อมูลตอนท้าย (ประโยคที่สอง) อาจจะมีข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับข้อมูลในประโยคแรก ในตัวอย่างนี้เรารับทราบว่า สมชายเป็นคนตัวอ้วน ซึ่งคนอ้วนส่วนใหญ่วิ่งเร็วไม่ได้ แต่สมชายก็วิ่งเร็วได้ สังเกตไหมครับว่าเมื่อกี๊ผมใช้คำว่า “แต่” (“แต่สมชายก็วิ่งได้”) นี่น่าจะเป็นความหมายของคำว่า though เมื่อวางตอนท้ายประโยคคือ แต่ หรือ but ดูสองประโยคเมื่อกี๊ครับ คือ Somchai is fat. He can run fast though. เราสามารถพูดอีกวิธีหนึ่งว่า Somchai is fat but he can run fast. นี่คือการใช้ but แทน though ตอนท้ายประโยค ดังนั้นถ้าเห็น though ตอนท้ายประโยค ให้นึกถึงคำว่า แต่ หรือ but และเอามาใส่ระหว่างสองข้อมูลหลักในประโยค จะได้เข้าใจง่ายข้น (ที่น่าสนใจคือ เจ้าของภาษาบางคนใช้ but แทน though ตอนท้ายประโยค เช่น Somchai is fat. He can run fast but. แต่นี่ถือว่าเป็นภาษาวิบัติ ไม่ควรใช้เพราะฟังแล้วเถื่อนๆ) ขอยกตัวอย่างการใช้ though ตอนท้ายประโยคซัก 3 ตัวอย่างครับ 1. I’m tired. I’ll keep studying though. (ผมเหนื่อยแต่จะเรียนต่อ ตรงกับ I’m tired but I’ll keep studying.) 2. She’s American. She was born in Thailand though. (เธอเป็นชาวอเมริกัน แต่เกิดในเมืองไทย ตรงกับ She’s American but she was born in Thailand.) 3. It’s raining. I’ll still go out though. (ฝนตก แต่ฉันจะยังออกไปข้างนอก ตรงกับ It’s raining but I’ll still go out.) การใช้ though แบบนี้ไม่ได้เป็นภาษาเขียนครับ มักจะเป็นภาษาพูดมากกว่า ถ้าจะเขียนอะไรคงดีที่จะวาง Though ต้อนต้นหรือกลางประโยค จะฟังทางการมากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ though ตอนท้ายประโยคภาษาอังกฤษ กรุณาอย่าลืมนำไปใช้ด้วยนะ
  16. คำว่า anniversary หมายถึง การครบรอบปี หรือการฉลองครบรอบปี เช่น Today is the 3rd anniversary of my coming to Thailand. (วันนี้ครบรอบสามปีที่อยู่ในประเทศไทย หรือฉลองครบรอบสามปีตั้งแต่มาเมืองไทย) It’s our first wedding anniversary this Saturday. (วันเสาร์นี้เป็นวันครบรอบการแต่งงานของเรา) คุณสามารถใช้เลขลำดับนำหน้าคำว่า anniversary เช่น first anniversary second anniversary third anniversary หรือใช้เลขปกติตามด้วยขีด ตามด้วยคำว่า year เช่น one-year anniversary two-year anniversary three-year anniversary ทั้งสองวิธีใช้ได้ ดังนั้นจากตัวอย่างประโยคสองตัวอย่างข้างต้น สามารถเขียนอีกวิธีหนึ่งว่า Today is the three-year anniversary of my coming to Thailand. It’s our one-year wedding anniversary this Saturday. คำว่า anniversary นี้มีรากศัพท์จากคำว่า annus ซึ่งเป็นภาษาลาตินที่หมายถึง ปี เพราะฉะนั้นเราควรใช้คำนี้กับการครบรอบปีอย่างเดียว ควร … ในโลกแห่งความจริงแล้ว ความหมายของ anniversary ได้เพี้ยนไปนิดหนึ่ง เนื่องจากว่ายุคนี้หลายคนคบกันเป็นแฟนไม่นาน ไม่ถึงปี แต่เขายังอยากฉลองกันในเมื่อครบ 3 เดือน หรือ 6 เดือน แต่ปัญหาคือ 6 เดือนนั้นยังไม่ถึงหนึ่งปี ถ้าจะฉลองครบรอบ 6 เดือน ควรใช้คำว่าอะไร คำตอบคือ … ให้ใช้ anniversary น่ะสิ ปัจจุบันนี้เรายอมให้ใช้ anniversary กับจำนวนเวลาที่น้อยกว่าหนึ่งปี มักจะเป็นเดือนครับ เช่น We’re celebrating our six-month anniversary tonight! (คืนนี้เราจะฉลองครบหกเดือนที่เราเป็นแฟนกัน) It’s my ten-month anniversary of being sober. (ฉันครบสิบเดือนที่ฉันงดดื่มสุรา) ถ้าจะแหกกฏอย่างนี้คงต้องใช้ในรูป หลายเลข+-month + anniversary ครับ แต่อย่างที่บอกไปแล้ว อาจจะแหกกฏไวยากรณ์นิดๆ แต่ไม่ถือว่าร้ายแรง สำหรับผู้ที่รู้สึกอึดอัดกับการใช้ anniversary ในการครบรอบเดือนแทนปี ผมเสนอกว่า อย่าเพิ่งฉลองการครบรอบ 6 เดือนนะครับ อดทนอีกสัก 6 เดือนในชีวิตเป็นคู่ จะได้ฉลองเต็มที่และถูกหลักไวยากรณ์ด้วย
  17. ดูแล้วอย่าลืมเอามาแชร์ให้เพื่อนๆชาว ABC ได้ฟังกันด้วยน้าาาาา ^^ ติดตามรายการหนังใหม่ได้ก่อนใครที่ Cr: https://www.sfcinemacity.com/movies/coming-soon
  18. Poor people have it. Rich people need it. If you eat it, you die. What is it? คำตอบคืออะไรครับ
  19. เบื่อไหมกับคำอวยพรเดิมๆ วันนี้เรามีคำอวยพรเพราะๆ ความหมายดีดีมาฝากครับ
  20. ขอบคุณครูต้นสำหรับข้อคิดดีดีครับ และเอาใจช่วยคุณ Somchai นะครับ กล้าเท่านั้นถึงจะชนะ สู้ๆครับ
  21. สำหรับคำคม สุภาษิต คำพังเพยนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ภาษาไทยเท่านั้น แต่ชาวต่างชาติเองก็มีสำนวนที่ใช้พูดหรือเปรียบเปรยกับสถานการณ์ต่างๆเช่นกัน เรามาดู 9 สุภาษิตคำพังเพย ที่น่ารู้กันครับ 1. When the cat's away, the mice will play. คือ แมวไม่อยู่หนูร่าเริง 2. It takes two to tango. ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง (เพราะการเต้นแทงโก้ต้องใช้สองคน) 3. Carry coals to Newcastle คือ สอนจระเข้ว่ายน้ำ (แปลตรงตัวคือ แบกถ่านหินไปที่เมืองขุดถ่านหิน แล้วจะทำอย่างนั้นทำไม ไร้ประโยชน์) 4. Locking the stable after the horse has bolted คือ วัวหายล้อมคอก (แต่ชาวต่างชาติไม่ได้ใช้วัวเขาใช้ม้า) 5. That's an up hill battle. เข็นครกขึ้นภูเขา 6. A bad workman always blames his tools. รำไม่ดีโทษปี่โทษกอง 7. You can't teach an old dog new tricks. ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก 8. Let sleeping dogs lie. แกว่งเท้าหาเสี้ยน 9. Rome wasn't built in a day. กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว ฝึกฝนเยอะๆ นำไปใช้ เพื่อความก้าวหน้าทางภาษาอังกฤษนะครับ
  • Matched content

×
×
  • Create New...